ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 17 ส.ค.2569 หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับบวก นำโดย
หุ้น HANA บวก 15.09% เพิ่มขึ้น 6.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 45.75 บาท
หุ้น CCET บวก 5.71% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 9.25 บาท
หุ้น KCE บวก 2.42% เพิ่มขึ้น 1.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 53.00 บาท
หุ้น DELTA บวก 1.48% เพิ่มขึ้น 4.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 274.00 บาท
ทัศนพล เงินเส็ง ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์กลับมาคึกคัก หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาดีกว่าคาด โดยเฉพาะบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ที่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นโดดเด่น สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจ
โดยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ HANA ถือเป็นเซอร์ไพรส์เชิงบวกต่อตลาด โดยมีกำไรสุทธิ 326 ล้านบาท สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ประมาณ 68% ขณะที่ประสิทธิภาพการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น ทั้งอัตรากำไรและกำไรหลัก (Core Profit) ที่พลิกกลับมาเป็นกำไร จากไตรมาส 1/2569 ที่ประสบภาวะขาดทุน
สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังของปี 2569 มองว่าผลประกอบการของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่อง โดย HANA จะได้รับแรงหนุนจากการเริ่มรับรู้รายได้ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะธุรกิจ Solid State Cooling ซึ่งจะรับรู้รายได้เต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะที่ KCE มีแนวโน้มเติบโตจากการปรับเพิ่มราคาขายแผ่น PCB ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรขั้นต้น และทำให้ผลประกอบการครึ่งปีหลังมีโอกาสดีกว่าครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วน DELTA แม้ราคาหุ้นจะไม่ได้ปรับตัวขึ้นแรงเท่า HANA และ KCE หลังประกาศผลประกอบการ แต่ยังคงเป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดสำหรับการลงทุนในธีม AI ของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์
อย่างไรก็ตาม สำหรับ HANA นักวิเคราะห์ยังแนะนำให้เน้นการลงทุนในลักษณะ “Trading” ในระยะนี้ และรอติดตามข้อมูลจากการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ซึ่งคาดว่าจะมีการให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจและแนวโน้มในอนาคต โดยหากมีสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติม อาจเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาหุ้นในระยะถัดไป
สำหรับบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ HANA รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิ 326 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นจาก 35 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยหนุนจากยอดขายธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัว อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนพลิกกลับมาเป็นกำไร
โดยในไตรมาสดังกล่าว HANA มีรายได้จากการขาย 5,365 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน หรือเพิ่มขึ้น 5% เมื่อคำนวณในสกุลดอลลาร์สหรัฐ แตะระดับ 165 ล้านดอลลาร์ แม้ค่าเงินบาทเฉลี่ยแข็งค่ามาอยู่ที่ 32.6 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนรายได้จากธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ยังช่วยยกระดับความสามารถในการทำกำไร โดย อัตรากำไรขั้นต้นขยับขึ้นเป็น 10.7% จาก 9.4% ในปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานปกติเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.2% นอกจากนี้ บริษัทสามารถลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลงได้ 1% จากการควบคุมและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านสถานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 HANA มีเงินสดและเงินลงทุนในสถาบันการเงินรวม 11,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 9,800 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงสภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานปกติ (Normalised Profit) อยู่ที่ 278 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 84% YoY สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจหลัก โดยหน่วยผลิต IC ที่พระนครศรีอยุธยามียอดขายเติบโต 14% เช่นเดียวกับฐานการผลิตในจีนที่เพิ่มขึ้น 14% ส่วนธุรกิจ HTI ในสหรัฐฯ เติบโต 50% และ Power Master Semiconductor (PMS) ในเกาหลีใต้ขยายตัวสูงถึง 80%
นอกจากนี้ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทได้จ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินรวม 664 ล้านบาทแก่ผู้ถือหุ้น



