ชื่อของ “เจ้าสัวกลาง-สารัชถ์ รัตนาวะดี” ยังคงติดทำเนียบมหาเศรษฐีชั้นนำของไทยและโลก โดย Forbes Thailand จัดให้อยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐีแถวหน้าของประเทศ ด้วยมูลค่าทรัพย์สินราว 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.75 แสนล้านบาท
ปัจจุบัน “สารัชถ์” ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ลำดับ 1 ของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยถือหุ้นจำนวน 4.37 พันล้านหุ้น คิดเป็น 29.28% ของหุ้นทั้งหมด นอกจากนี้ อาณาจักรของสารัชถ์ได้ขยายจากธุรกิจพลังงานไปสู่ธุรกิจโทรคมนาคม โครงสร้างพื้นฐาน และดิจิทัล
ทำให้ GULF กลายเป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ของไทย โดยมีธุรกิจที่เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงานและสาธารณูปโภค ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโทรคมนาคม
"กรุงเทพธุรกิจ" พาไปอัปเดตพอร์ตการลงทุนของ “สารัชถ์ รัตนาวะดี” ว่าวันนี้ถือหุ้นอะไรบ้าง และหุ้นตัวไหนคือ “แกนหลัก” ที่ช่วยต่อยอดจากอาณาจักรพลังงาน สู่เครือธุรกิจมูลค่ามหาศาล
(1.) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) GULF มาร์เก็ตแคป 971,089.45 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +55.69% เงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 5.00%
ลำดับ 1 สารัชถ์ รัตนาวะดี ถือหุ้นใหญ่จำนวน 4,374,904,693 หุ้น สัดส่วน 29.28% เมื่อเทียบในช่วงเดือน ก.พ.2569 ถือหุ้นจำนวน 4,360,559,178 หุ้น สัดส่วน 29.19% เพิ่มขึ้น 14,345,515 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วน 0.34%
ลำดับ 3 GULF CAPITAL HOLDINGS LIMITED ถือหุ้นใหญ่จำนวน 1,194,942,592 หุ้น สัดส่วน 8.00%
ลำดับ 6 บริษัท กัลฟ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 568,138,324 หุ้น สัดส่วน 3.80%
ลำดับ 9 GULF INVESTMENT AND TRADING PTE. LTD. ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 388,469,932 หุ้น สัดส่วน 2.60%
ลำดับ 10 NOMURA SINGAPORE LIMITED-GULF INVESTMENT AND TRADING PTE. LTD.ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 329,516,800 หุ้น สัดส่วน 2.21%
สำหรับ GULF ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวม 50,294 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 12,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74% YoY จากแรงหนุนของธุรกิจพลังงาน ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียน รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจาก AIS ที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น ขณะที่ครึ่งปีแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิที่ 21,562.49 ล้านบาท รายได้อยู่ที่ 89,335.04 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119.94%
สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังของ ปี 2569 GULF คาดรายได้และ EBITDA จะเติบโตประมาณ 12–15% พร้อมเดินหน้าโครงการใหม่ที่เตรียมทยอย COD รวมกว่า 700 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดยุโรป เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว
นักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี ระบุว่า มอง Positive ต่อการประชุมนักวิเคราะห์ โดยมี PDP 2569 และ Data Center เป็น Upside สำคัญที่ยังไม่ถูกรวมอยู่ในประมาณการปัจจุบัน ซึ่ง GULF อยู่ในสถานะได้เปรียบจากทั้ง Track Record ในอดีต รวมถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มี Debt Headroom สูงถึง 9 แสนล้านบาท รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ได้ทั้งใน PDP 2569
หากบริษัทรักษาส่วนแบ่งตลาดได้ใกล้เคียงเดิมที่ราว 27% ประเมินว่าในกรณีที่ดีที่สุดจะเป็น Upside ต่อ TP ราว 27 บาทต่อหุ้น ขณะที่การขยาย Data Center ไปสู่เป้าหมาย 1,000–2,000 MW ใน 3–5 ปี จากปัจจุบันที่ 163 MW แม้ภาครัฐเริ่มเข้ามากำกับและปรับโครงสร้างค่าไฟสำหรับ Data Center แต่มองว่าผลกระทบมีจำกัด เนื่องจากค่าไฟคิดเป็นสัดส่วนที่เล็กเมื่อเทียบกับต้นทุนโครงการทั้งหมด ขณะที่ประเทศไทยยังได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมและความพร้อมของที่ดินในภาพรวม จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาปี 2570 ที่ 77 บาท
(2.)บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ADVANC มาร์เก็ตแคป 1,100,457.60 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +18.21% เงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 9.27%
ลำดับ 1 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 1,202,712,000 หุ้น สัดส่วน 40.44% คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สำหรับ ADVANC เปิดเผยผลการดำเนินงานสำหรับไตรมาส 2 ปี 2569 สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน มีกำไรสุทธิ 13,716.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 10,981.89 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 4.61 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 3.69 บาท โทรศัพท์เคลื่อนที่
ขณะที่งครึ่งปีแรกของ ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 27,211.51 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 21,565.41 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิต่อหุ้น 9.15 บาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 7.25 บาท
ปิยะธิดา สนธิสมบัติ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า คงประมาณการกําไรปกติปี 2569 –2570 ไว้ที่ 5.4 หมื่นล้านบาท +18% YoY และ 5.9หมื่นล้านบาท +9%YoY ตามลําดับ รวมทั้งคงราคาเหมาะสมปี 2570 ไว้ที่ 428 บาท และคงคําแนะนําซื้อ สําหรับหุ้น ADVANC เพราะคาดหวังการเติบโตในปี 2569 –2570 ด้วยอัตราเฉลี่ย 11% รวมถึงเป็นหุ้นที่มีปันผลสม่ำเสมอในอัตราที่จูงใจ ช่วยรองรับในช่วงที่ตลาดผันผวนโดยอัตราผลตอบแทนจากปันผลสําหรับงวดครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ 2.3% XD 17 ส.ค. 69 และคาดทั้งปี 2569 –2570 ที่ 4.6%-4.8%
(3.)ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) KBANK มาร์เก็ตแคป 589,962.57 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +28.02% เงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 5.63%
ลำดับ 2 บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 236,805,000 หุ้น สัดส่วน 9.99% คงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
สำหรับ KBANK ผลประกอบการ ไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.68% จากไตรมาสแรก แต่หากตัดรายการพิเศษในไตรมาสก่อน กำไรลดลงเพียง 0.98% รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยขาลง ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและกำไรจากเครื่องมือทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตสูงถึง 10,019 ล้านบาท เพื่อรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ
ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของ ปี 2569 KBank มีกำไรสุทธิ 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.22% จากปีก่อน แม้ NIM ลดลงเหลือ 2.91% แต่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดย Cost to Income Ratio อยู่ที่ 40.33% พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Productivity และนำ AI มายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน
อดิสรณ์ มุ่งพาลชล นักวิเคราะห์การลงทุนด้านหลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่า สินเชื่อในครึ่งปีหลังของปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แต่ยังคงเป้าหมายไว้ตามเดิม โดยสินเชื่อรายใหญ่จะยังคงเป็นสินเชื่อหลักที่เติบโต ซึ่งอาจส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยลดลง แต่ช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมได้
ด้านธุรกิจ Wealth Management จะยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันรายได้ค่าธรรมเนียมให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีหลังของปี 2569 การเติบโตอาจไม่มากนัก เนื่องจากมีฐานที่สูง
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสลุ้นการจ่ายเงินปันผลพิเศษได้อีกในปีนี้ จากเป้าหมายการเพิ่ม ROE ให้ขึ้นมาอยู่ในระดับ 2 หลัก โดยยังคงประมาณการกำไรและราคาพื้นฐาน พร้อมคำแนะนำ “ทยอยซื้อ”
(4.)บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) THCOM มาร์เก็ตแคป 11,728.29 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี +23.70% เงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -%
ลำดับ 1 บริษัท กัลฟ์ เอดจ์ จำกัด ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 454,574,034 หุ้น สัดส่วน 41.47%
THCOM เปิดผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% จากไตรมาส 1/2569 โดยได้แรงหนุนจากรายได้บริการดาวเทียมในประเทศ งานขยายสถานีภาคพื้นดินให้ Globalstar และการทยอยรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าโครงการของ GISTDA
อย่างไรก็ตาม รายได้รวมลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากธุรกิจบรอดคาสต์และรายได้จากตลาดต่างประเทศที่ชะลอตัวลง
ด้านกำไรสุทธิ THCOM ขาดทุน 87 ล้านบาท จากไตรมาสก่อนที่มีกำไร 588 ล้านบาท เนื่องจาก Q1/2569 มีรายการพิเศษจากดอกเบี้ยรับและภาษีคืน ขณะที่เมื่อเทียบกับ Q2/2568 ผลขาดทุนลดลงจาก 207 ล้านบาท หลังขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษ ผลการดำเนินงานปกติยังขาดทุน 93 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันจากรายได้ธุรกิจบรอดคาสต์ที่อ่อนตัว
ปิยะธิดา สนธิสมบัติ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สะท้อนการดําเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ดีกว่าคาด เราจึงปรับเพิ่มคาดการณ์จากเดิมที่คาดจะขาดทุนปกติในปี 2569 ที่ 478 ล้านบาท เป็นขาดทุนปกติ 393ล้านบาท และปรับเพิ่มกําไรปี 2570 ขึ้น 12% เป็น 381 ล้านบาท รวมทั้งได้ปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่11.30 บาท
นอกจากนี้ ยังได้ปรับคําแนะนําจากเดิม “ขาย” เป็น “เทรดดิ้ง” เนื่องจากเชื่อว่าราคาหุ้นได้สะท้อนผลการดําเนินงานที่อ่อนแอในครึ่งปีแรกของปี 2569 ไปแล้ว โดยช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา หุ้น THCOM ได้ปรับลงมาแล้ว 6.1% และคาดหวังการพลิกเป็นมีกําไรในปี 2570 ภายใต้สมมติฐานว่าบริษัทจะประมูลโครงการเน็ตชายขอบ เฟส 3 โดยสามารถเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการนี้ในปีหน้า
(5.)บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) MINT มาร์เก็ตแคป 130,976.47 ล้านบาท ราคาตั้งแต่ต้นปี -4.94% เงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 3.05%
ลำดับ 16 บริษัท กัลฟ์ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 39,334,400 หุ้น สัดส่วน 0.69%
บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,308.00 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.21% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,085.51 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของทั้งธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหาร ส่งผลให้รายได้และกำไรจากการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 44,276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธุรกิจโรงแรมยังคงได้รับอานิสงส์จากอุปสงค์การท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในภูมิภาคยุโรป ควบคู่กับการบริหารกลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้
ขณะที่ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,956.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.97% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 3,502.37 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหาร รวมถึงการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 82,765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจโรงแรม ทั้งในส่วนของโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของและรับจ้างบริหาร รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับโรงแรม และการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารในหลายตลาด
ระวีนุช ปิยะเกรียงไกร ,IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐาน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า MINT รายงานกําไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 3.3 พันล้านบาท ตํ่ากว่าที่ INVX และตลาดคาดการณ์ไว้ 7% จากค่าใช้จ่ายที่เป็นรายการพิเศษ เมื่อหักรายการพิเศษออก กําไรปกติเป็นไปตามที่ INVX และตลาดคาดการณ์ไว้และทําสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3.5 พันล้านบาท
โดยได้รับแรงหนุนจากช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวในยุโรป ผู้บริหารยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในครึ่งปีหลังของปี 2569 จากยอดจองห้องพักล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของเราที่คาดว่าโมเมนตัมกําไรในครึ่งปีหลังของปี 2569 จะแข็งแกร่งขึ้นเรามองว่า MINT เป็นหุ้นที่น่าสนใจสําหรับการลงทุนในระยะกลางถึงระยะยาว โดยซื้อขายที่ P/E ปีนี้ ที่ 16 เท่า ซึ่งตํ่าที่สุดในกลุ่มและตํ่ากว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 2 ปีที่ 22 เท่า คงคําแนะนํา OUTPERFORM ด้วยราคาเป้าหมายกลางปี 2570 ที่ 32.25 บาท



