S&P 500 ปิดลบวันศุกร์ แต่ทำสถิติปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม นักวิเคราะห์คาดอาจจะขึ้นทะลุ 8,100 จุดภายในสิ้นปี แต่เตือนให้จับตาดูการใช้จ่ายของผู้บริโภค
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ขยับลดลงในวันศุกร์ (14 ส.ค. 69) หลังจากเพิ่งสร้างสถิติสูงสุดใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น ดัชนีอ้างอิงนี้ก็ยังคงทำสถิติปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม
ดัชนีตลาดโดยรวมปิดลดลง 0.2% อยู่ที่ระดับ 7,785.76 จุด ขณะที่ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิตNasdaq Composite ลดลง 0.3% มาอยู่ที่ 26,729.16 จุด ส่วนดัชนีอุตสาหกรรม Dow Jones Industrial Average ลดลง 107.58 จุด หรือ 0.2% ปิดที่ 53,732.41 จุด
สำหรับภาพรวมทั้งสัปดาห์ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.4% ด้าน Nasdaq ก็สามารถทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สามเช่นกัน โดยปิดสัปดาห์เพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่ Dow Jones ปิดลดลง 0.6% จากต้นสัปดาห์
หุ้นเริ่มทรงตัว แต่มีโอกาสขึ้นต่อ
สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์แห่งการทำสถิติใหม่ของ S&P 500 โดยดัชนีข้ามผ่านระดับ 7,800 จุดได้เป็นครั้งแรกในวันพฤหัสบดี หลังจากขึ้นไปแตะจุดสูงสุดประวัติศาสตร์ระหว่างวัน (intraday all-time high) ที่ 7,816.70 จุด นอกจากนี้ ดัชนีอ้างอิงยังปิดที่ระดับสถิติสูงสุดใหม่ในวันทำการก่อนหน้าอีกด้วย
เมื่อพิจารณาจากการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของ S&P 500 หลังการเปิดเผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงในวันพุธและวันพฤหัสบดี เจย์ แฮตฟิลด์ จากบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Infrastructure Capital Advisors กล่าวว่า การย่อตัวพักฐานในวันศุกร์เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของเดือนสิงหาคมและกันยายน
“วันนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการซื้อขายที่เริ่มทรงตัวหลังจากผ่านพ้นช่วงประกาศผลประกอบการ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวกับซีเอ็นบีซี
ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า มากกว่า 90% ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองแล้ว โดยการเติบโตของกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 50%
ภายใต้สมมติฐานว่า การเติบโตของกำไรจบฤดูกาลผลประกอบการ ณ ระดับปัจจุบัน ราคาน้ำมันยังคงซื้อขายอยู่เหนือระดับ 80 ดอลลาร์เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดอยู่ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แฮตฟิลด์คาดการณ์ว่า S&P 500 จะแตะระดับ 8,100 จุดได้ภายในสิ้นปีนี้
จับตาการใช้จ่ายของผู้บริโภค
นักลงทุนยังได้พิจารณาภาพรวมการบริโภคที่ซบเซา โดยยอดขายปลีกเดือนกรกฎาคมลดลงอย่างเหนือความคาดหมายเมื่อเทียบรายเดือน ยิ่งไปกว่านั้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อเศรษฐกิจยังปรับตัวลดลงในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นการพลิกผันหลังจากที่เคยปรับตัวดีขึ้นในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม ทั้งนี้ ยอดขายปลีกประจำเดือนกรกฎาคมลดลง 0.6% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก เมื่อเทียบกับที่นักเศรษฐศาสตร์จากการสำรวจของบริษัทสื่อดาวโจนส์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1%
หากไม่รวมยอดขายรถยนต์ ยอดขายปรับตัวลดลง 0.3% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 0.2%
“ยอดการใช้จ่ายที่ย่ำแย่เพียงเดือนเดียวไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจกำลังดิ่งลงเหวเสมอไป แต่มันเริ่มยากขึ้นที่จะมองข้าม เมื่อมาพร้อมกับข้อมูลตัวเลข GDP และการจ้างงานที่น่าผิดหวัง และเมื่อผนวกกับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อที่ออกมาตามคาด ข้อมูลที่อ่อนแอลงเหล่านี้น่าจะช่วยลดแรงกดดันต่อเฟดในการขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เบรต เคนเวลล์ นักวิเคราะห์การลงทุนในสหรัฐ ของ eToro กล่าว
“อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังในสิ่งที่คาดหวัง เพราะความอ่อนแอทางเศรษฐกิจถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไปเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดได้มองข้ามความกังวลนั้นไปแล้วและผลกำไรบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และเพื่อให้เศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวต่อไปได้ ผู้บริโภคก็จำเป็นต้องแข็งแกร่งด้วย” เขากล่าวเสริม
Russell 2000 ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 4
ดัชนี Russell 2000 ปิดการซื้อขายในวันศุกร์ด้วยการอยู่ในแดนบวกเป็นเซสชันที่สี่ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ปรับตัวขึ้นยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยดัชนีหุ้นขนาดเล็ก (small-cap) ปิดบวก 0.5% ในวันศุกร์ และปรับตัวขึ้น 1.1% ในภาพรวมสัปดาห์ ซึ่งครั้งล่าสุดที่ดัชนีเคยทำสถิติมั่งคั่งบวก 4 เซสชันติดต่อกันคือช่วงสายบวก 5 วันทำการ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน



