วันพุธ ที่ 19 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘รายใหญ่’ เมินหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ราคาถูกแต่ไม่ซื้อ ‘ดร.นิเวศน์’ เตือนเข้าสู่ ‘ธุรกิจขาลงยาว’

แม้ภาครัฐทยอยออกมาตรการกระตุ้น “ภาคอสังหาริมทรัพย์” และ “อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้าน” เริ่มปรับลดลง แต่ “หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ยังไม่สามารถพลิกกลับมาฟื้นตัวได้ชัดเจน 

“กรุงเทพธุรกิจ” ถามมุมมองของ “นักลงทุนรายใหญ่” ต่ออุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย ท่ามกลาง “แรงกดดัน” ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแอ ปล่อยสินเชื่อเข้มงวด และปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมสูงวัย ส่งผลให้นักลงทุนรายใหญ่ต่างมองปัญหาของอสังหาฯ ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงวัฏจักรเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นความท้าทายเชิงโครงสร้าง ทั้งการเปลี่ยนแปลงของประชากร กำลังซื้อในประเทศชะลอตัวและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การลงทุนต้องเลือกหุ้นรายบริษัทที่มี “ฐานะการเงินแข็งแกร่ง” และมี “ศักยภาพ” ในการอยู่รอดมากกว่าคาดหวังการฟื้นตัวทั้งอุตสาหกรรมระยะสั้นจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และต้องใช้เวลา

‘รายใหญ่’ เมินหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ราคาถูกแต่ไม่ซื้อ ‘ดร.นิเวศน์’ เตือนเข้าสู่ ‘ธุรกิจขาลงยาว’

“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ VI วิเคราะห์แนวโน้มหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ว่า กำลังเข้าสู่ช่วง “ธุรกิจขาลง” จากปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และจำนวนประชากรที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในระยะยาวปรับตัวลดลง

“อสังหาฯ เป็นธุรกิจที่ค่อย ๆ ดิ่งลงไปเรื่อย ๆ” โดยไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจเติบโตเหมือนในอดีตอีกต่อไป เนื่องจากแรงกดดันด้านดีมานด์ที่ชะลอตัว ขณะที่การแข่งขันในอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูง

สำหรับที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากสุด เนื่องจากผูกกับจำนวนประชากรโดยตรง แนวโน้มระยะยาวยังมีแรงกดดันจากโครงสร้างครัวเรือนที่เปลี่ยนแปลง และกำลังซื้อที่ชะลอตัว ส่วนกลุ่มห้างสรรพสินค้าและโรงแรมยังเผชิญความท้าทายภาวะกำลังผลิตส่วนเกิน หลังมีการลงทุนโครงการใหม่จำนวนมาก แต่การเติบโตการบริโภคและท่องเที่ยวอาจไม่เพียงพอรองรับพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมถือเป็นกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น จากแรงหนุนการย้ายฐานผลิตออกจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากสงครามการค้า รวมถึงความต้องการพื้นที่รองรับ Data Center ที่เพิ่มขึ้นตามการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในระยะยาวยังต้องติดตามข้อจำกัดด้านแรงงานในไทย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันการขยายตัวของอุตสาหกรรม

สำหรับแนวทางการลงทุนในหุ้นกลุ่มอสังหาฯ แนะนำให้นักลงทุนปรับเปลี่ยนมุมมองจากคาดหวังส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gain) ไปสู่การ ลงทุนเพื่อรับเงินปันผล (Dividend Yield) เป็นหลัก ควรพิจารณาเลือกบริษัทที่มี ฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีระดับหนี้สินต่ำ และมีความสามารถในการก้าวผ่านช่วงอุตสาหกรรมชะลอตัว เพื่อรอรับอานิสงส์เมื่อคู่แข่งรายเล็กในตลาดเริ่มถดถอยลง

นอกจากนี้ ควรมองการถือครองในระยะยาว 4-5 ปีขึ้นไป เพื่อเก็บสะสมกระแสเงินสดจากเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่มาตรการกระตุ้นจากรัฐเป็นเพียงอานิสงส์ชั่วคราวที่ไม่สามารถย้อนกลับทิศทางปัจจัยเชิงโครงสร้างทางประชากรได้

‘รายใหญ่’ เมินหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ราคาถูกแต่ไม่ซื้อ ‘ดร.นิเวศน์’ เตือนเข้าสู่ ‘ธุรกิจขาลงยาว’

“ทิวา ชินธาดาพงศ์” นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอสังหาฯ ในปีนี้ถือว่าเผชิญ “ความยากลำบาก” มาก ขณะที่ ปัจจัยบวกที่เห็นชัดมีเพียงราคาที่ดินที่ปรับตัวลดลง ส่วนปัจจัยลบยังเข้ามากดดันรอบด้านทั้งความเข้มงวดของแบงก์ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และต้นทุนก่อสร้างที่ยังอยู่ระดับสูง แม้ระดับดอกเบี้ยปัจจุบันไม่ได้สูงมาก แต่ธนาคารมีความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อโครงการ เนื่องจากแบงก์มีความกังวลต่อความสามารถชำระหนี้ของผู้กู้ รวมถึงความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต

“วันนี้ไม่ใช่แค่แบงก์ที่ไม่มั่นใจผู้กู้ แต่ผู้กู้เองก็ไม่มั่นใจสถานะการเงินตัวเอง โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ที่ทำให้คนรุ่นใหม่เริ่มกังวลอาชีพและรายได้ในอนาคตจะมั่นคงแค่ไหน”

ทั้งนี้ รูปแบบการพิจารณาสินเชื่อของแบงก์เปลี่ยนไปจากอดีตมาก แม้แต่กลุ่มอาชีพที่เคยได้รับความไว้วางใจสูง เช่น แพทย์ หรือผู้มีรายได้มั่นคง ก็ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายเหมือนเดิม เพราะแบงก์มีการวิเคราะห์ความสามารถชำระหนี้อย่างละเอียดมากขึ้น

นอกจากนี้ พฤติกรรม “คนรุ่นใหม่” ต่อการซื้อที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไป หลายคนเลือก “เช่า” มากกว่า “ซื้อ” เนื่องจากไม่ต้องการมีภาระหนี้ระยะยาว ยังไม่มั่นใจต่อรายได้ในอนาคต ขณะที่ ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านก็มีแนวโน้มต้องการสะสมเงินสดจำนวนมากก่อนตัดสินใจ

ด้านผู้ประกอบการอสังหาฯ มองว่ากำลังเผชิญภาวะ “ติดหล่ม” เพราะยอดขายชะลอตัว แต่ต้นทุนก่อสร้าง ทั้งค่าแรง ปูน และเหล็กยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ลดราคาขายได้จำกัด ส่งผลให้มาร์จินถูกกดดันต่อเนื่อง

ในมุมการลงทุน แม้ระยะสั้นหุ้นอสังหาฯ บางตัวจะมี P/E ต่ำและยังน่าสนใจ แต่ระยะยาวยังถูกกดดันจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยมีแนวโน้มลดลง การคาดหวังเงินปันผลระดับ 5-7% ต่อเนื่องในอีก 5-7 ปีข้างหน้ายังมีความไม่แน่นอน เพราะกำไรของบริษัทอาจไม่แข็งแกร่งพอ

ทั้งนี้ มองทางออกสำคัญคือ การสร้างดีมานด์ใหม่จาก “ต่างชาติ” โดยปรับกฎหมายให้เอื้อต่อ “การเช่า” หรือ “ถือครองอสังหาฯ” อย่างถูกต้อง รวมถึงดึงดูด “กลุ่มผู้เกษียณอายุต่างชาติ” เพื่อเพิ่มกำลังซื้อและกระตุ้นตลาดในระยะยาว

‘รายใหญ่’ เมินหุ้นกลุ่มอสังหาฯ ราคาถูกแต่ไม่ซื้อ ‘ดร.นิเวศน์’ เตือนเข้าสู่ ‘ธุรกิจขาลงยาว’

“สุธน​ สิงหสิทธางกูร” นักลงทุนเน้นคุณค่า กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ในปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวเล็กน้อย หลังระดับหนี้ครัวเรือนปรับลดลงจากกว่า 90% ของจีดีพี มาอยู่ที่ประมาณ 80% ส่งผลให้ภาพรวมเริ่มผ่อนคลายขึ้น แต่ตลาดยังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” จากปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ระดับดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ยังไม่กลับมาเต็มที่

แม้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านมีแนวโน้มลดลง โดยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านเฉลี่ยช่วง 3 ปี จากปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 2.3-2.4% ลดลงมาอยู่ราว 2.1% ในช่วงต้นปี และปัจจุบันบางธนาคารมีโปรโมชั่นอัตราพิเศษต่ำถึง 1.9% ซึ่งแม้ต้นทุนทางการเงินจะลดลง แต่ปัญหาสำคัญของตลาดยังคงเป็นเรื่องกำลังซื้อและความมั่นใจของผู้ซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัว

ด้าน “หุ้นอสังหาฯ” มองตลาดกำลังเผชิญ “สงครามราคา” หลังผู้ประกอบการรายใหญ่ นำโครงการคอนโดมิเนียมเก่ามาลดราคาสูงถึง 40-50% เพื่อเร่งเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสด สะท้อนมุมมองว่าตลาดอาจยังไม่ฟื้นในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า

ส่วนมาตรการรัฐ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอน ช่วยกระตุ้นตลาดได้เพียงบางส่วน แต่ยังไม่แก้ปัญหากำลังซื้อ ขณะที่ การดึงผู้ซื้อต่างชาติยังไม่เห็นผลชัดเจน จึงอยากเสนอให้ไทยดึงดูดนักลงทุนและเศรษฐีต่างชาติ โดยใช้โมเดลแบบดูไบออกวีซ่าพำนักระยะยาว 5-10 ปีสำหรับผู้ลงทุน พร้อมปรับกฎหมายรองรับการจัดตั้ง Holding Company และ Hedge Fund เพื่อดึงเงินทุนและผู้มีฐานะเข้าประเทศ ซึ่งจะช่วยหนุนอสังหาฯ ในระยะยาว และไทยควรปรับปรุงกฎหมายเพื่อดึงดูดเงินทุนระหว่างประเทศ