วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม 2569

Login
Login

หุ้นไทยปิดร่วง 5.30 จุด โบรกเกอร์ชี้แรงขายค้าปลีก-โรงไฟฟ้ากดดัน สัปดาห์หน้าลุ้น GDP โตเกินคาด

“ตลาดหุ้นไทย” วันนี้ (14 ส.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,609.06 จุด ลดลง 5.30 จุด หรือ 0.33% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ 1,623.82 จุด และจุดต่ำสุดที่ 1,605.13 จุด มีมูลค่าการซื้อขายรวม 81,758.67 ล้านบาท

หุ้นไทยวันนี้ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

PTT ราคาปิด 39.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 1.27% มูลค่าการซื้อขาย 6,890.34 ล้านบาท

AOT ราคาปิด 65.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 2.36% มูลค่าการซื้อขาย 4,290.52 ล้านบาท

DELTA ราคาปิด 270.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.75% มูลค่าการซื้อขาย 3,511.54 ล้านบาท

GULF ราคาปิด 64.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.77% มูลค่าการซื้อขาย 2,582.62 ล้านบาท

HANA ราคาปิด 39.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 5.30% มูลค่าการซื้อขาย 2,559.60 ล้านบาท
 

หุ้นไทยปิดร่วง 5.30 จุด โบรกเกอร์ชี้แรงขายค้าปลีก-โรงไฟฟ้ากดดัน สัปดาห์หน้าลุ้น GDP โตเกินคาด

สรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปิดลดลง โดยมีแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มค้าปลีก และกลุ่มโรงไฟฟ้า หลังได้รับแรงกดดันจากราคาก๊าซที่ชะลอตัว ประกอบกับผลประกอบการที่ฟื้นตัวไม่โดดเด่น โดยบางบริษัทออกมาใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดการณ์ และบางส่วนต่ำกว่าคาด

อย่างไรก็ตาม กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังคงแข็งแกร่ง และปรับตัว Outperform นำโดย HANA, KCE, DELTA และ CCET เนื่องจากแนวโน้มกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะไตรมาส 3/2569 และไตรมาส 4/2569 มีโอกาสเติบโตสูงกว่าครึ่งปีแรก โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการส่งออก ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่เริ่มคลี่คลาย และค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่า

สำหรับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ขณะนี้มีการประกาศงบแล้วประมาณ 70-80% โดยภาพรวมออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ราว 5-10% ทำให้มีโอกาสสูงที่ในสัปดาห์หน้าจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาด จากเดิมบริเวณ 102-105 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 106 จุด โดยกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อการปรับประมาณการครั้งนี้ ได้แก่ กลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี ซึ่งมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของประมาณการกำไรตลาด

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นในสัปดาห์หน้า ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสแกว่งตัวในกรอบ 1,590-1,620 จุด โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ การประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2569 ของไทย ซึ่งตลาดคาดว่าจะขยายตัวประมาณ 1.5-2% โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 1.7%

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่ามีโอกาสที่ตัวเลข GDP จะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด หากเป็นเช่นนั้น อาจทำให้หลายสำนักวิจัยทยอยปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้

ขณะที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีมีปัจจัยสนับสนุนจากหลายด้าน โดยการบริโภคมีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลเต็มที่ในไตรมาส 3/2569 ขณะที่ภาคการส่งออกยังสามารถรักษาการเติบโตได้ดี

ด้านกลยุทธ์การลงทุน ให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มก่อสร้าง เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก และอยู่ระหว่างรอการประกาศผลประกอบการ โดยหุ้นเด่นที่แนะนำ ได้แก่ CK หรือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) และ STECON หรือ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ หากราคาหุ้นปรับลดลงภายหลังการประกาศงบ อาจเห็นแรงซื้อกลับเข้ามา และมีโอกาสเกิดการฟื้นตัวในสัปดาห์หน้า

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์