บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON มีแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยมีแรงหนุนจากการรับรู้เงินปันผลจาก GULF รวมถึงรายได้จากโครงการ Data Center ที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจก่อสร้างยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากโครงการขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน และมีงานในมือรองรับรายได้ในระยะข้างหน้า
โดม คุณประยูรสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บล.พาย ประเมินผลประกอบการของ STECON ในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยคาดมีกำไรสุทธิ 937 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 83% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 167% จากไตรมาส 1/2569 โดยปัจจัยสำคัญมาจากการรับรู้เงินปันผลจาก GULF กว่า 700 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาส 2/2568 และไตรมาส 1/2569 ไม่มีรายการดังกล่าว ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการรับรู้รายได้ของโครงการ Data Center ที่ทยอยเข้ามามากขึ้น
ทั้งนี้ คาด STECON มีรายได้รวม 9,232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% YoY และ 27% QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากโครงการหลัก ทั้ง Data Center จำนวน 4 โครงการ รถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ รวมถึงโครงการรถไฟทางคู่เด่นชัย-เชียงของ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 7.7% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นจาก 7.2% ในไตรมาส 2/2568 ตามสัดส่วนรายได้จากโครงการที่มีอัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น
ส่วนด้านค่าใช้จ่ายในการบริหารคาดอยู่ที่ 295 ล้านบาท ทรงตัวจากไตรมาส 1/2569 แต่ลดลง 21% YoY ส่งผลให้คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59% YoY และ 504% QoQ ขณะที่รายได้อื่นคาดอยู่ที่ 770 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างมากจากปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยหลักมาจากเงินปันผลของ GULF ที่รับรู้มากกว่า 732 ล้านบาท ขณะที่ส่วนแบ่งขาดทุนจากบริษัทร่วมคาดอยู่ที่ 30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% YoY จากผลขาดทุนของบริษัทร่วมทุนกับ Noble
ทั้งนี้ ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 คาดว่า STECON มีกำไรสุทธิ 1,288 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% YoY และยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการรับงานใหม่ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายงานเซ็นสัญญาใหม่ในปี 2569 ที่ระดับ 50,000 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการ Data Center จากภาคเอกชนที่ยังมีการลงทุนต่อเนื่อง ขณะที่โครงการภาครัฐที่คาดว่าจะเปิดประมูลในช่วงปลายปี ยังเป็นโอกาสในการเติมงานในมือเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 1,698 ล้านบาท เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 จะไม่มีแรงหนุนจากเงินปันผลรับจาก GULF เหมือนในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ผลประกอบการมีโอกาสชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2569
ด้านคำแนะนำการลงทุน ยังคงคำแนะนำ “ถือ” STECON โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมใหม่ที่ 18.80 บาท อิง P/E ปี 2570 ที่ 20 เท่า และมีส่วนต่างจากราคาหุ้นประมาณ 7% ทั้งนี้ นักลงทุนยังสามารถเก็งกำไรได้จากปัจจัยบวกเฉพาะหน้า ทั้งการเปิดประมูลโครงการภาครัฐและผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่คาดว่าจะออกมาดี
ด้าน นักวิเคราะห์ บล.ทิสโก้ ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับ STECON โดยให้มูลค่าที่เหมาะสมอิงวิธี SOTP ที่ 21.10 บาท คิดเป็นอัพไซด์ 20% จากราคาปัจจุบันที่ 17.60 บาท ความเชื่อมั่นของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานของ Backlog ที่ได้รับการยืนยันแล้วในระดับสูง และโครงการภาครัฐและเอกชนที่กำลังจะเปิดประมูล ซึ่งรองรับการมองเห็นกำไรในระยะหลายปี ไม่ได้พึ่งพาเพียงความแข็งแกร่งของไตรมาส 2/2569 ที่ได้รับแรงหนุนจากเงินปันผลเท่านั้น เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ลง 2.8% เหลือ 894 ล้านบาท จากเดิม 919 ล้านบาท หลังรวมผลกระทบจากภาษีนิติบุคคลสำหรับครึ่งหนึ่งของรายได้เงินปันผลจาก GULF ที่รับรู้ผ่านบริษัทลูกที่ไม่ได้จดทะเบียนคือ Sino-Thai Engineering & Construction อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรที่รายงานยังคงแข็งแกร่งที่ +74.5% YoY และ +154.7% QoQ
ทั้งนี้ หากไม่รวมรายการพิเศษ (ค่าชดเชยจากประกันในฝั่ง YoY และการกลับรายการหนี้ของ UJV ในฝั่ง QoQ) กำไรปกติเพิ่มขึ้น 450% YoY และ 478% QoQ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากเงินปันผลจาก GULF จำนวน 736 ล้านบาท ที่รับรู้ในไตรมาสนี้ ปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจก่อสร้างก็ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน โดยปัจจุบันเราคาดว่ารายได้จากการก่อสร้างในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 9.2 พันล้านบาท +5% YoY, +26% QoQ และมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 7.1% สูงกว่าคำแนะนำทั้งปีของผู้บริหารที่อย่างน้อย 7% ค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขายทรงตัว QoQ ที่ 295 ล้านบาท ขณะที่สัดส่วน SG&A ต่อรายได้ปรับดีขึ้นเป็น 3.2% จาก 4.3% YoY และ 4.1% ใน QoQ จากการเติบโตของรายได้
นอกจากนี้ หลังการรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/2569 ประเมินว่า Backlog ของ STECON จะอยู่ที่ประมาณ 114 พันล้านบาท ซึ่งยังคงรองรับการมองเห็นกำไรในระยะหลายปี แนวโน้มยังได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากโครงการภาครัฐที่กำลังจะเปิดประมูล ทั้งทางหลวง มอเตอร์เวย์ ทางด่วน รถไฟทางคู่ และสนามบิน รวมถึงวัฏจักรการลงทุนภาคเอกชน ที่กำลังก่อตัวขึ้นในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และโรงไฟฟ้า ซึ่งเชื่อมโยงกับความสัมพันธ์ด้านงานก่อสร้างระหว่าง STECON และ GULF บริษัทยังคงเป้าหมายปี 2569 ที่รายได้ 35 พันล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นอย่างน้อย 7% ซึ่งเรายังคงใช้สมมติฐานดังกล่าวในประมาณการของเรา
อย่างไรก็ตาม คงประมาณการปี 2569-2571 และราคาเป้าหมายที่ 21.10 บาท หลังการปรับประมาณการในไตรมาสนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ การกลับมาของแรงกดดันด้านต้นทุนหากความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านยืดเยื้อหลังสัญญาล็อกต้นทุนวัสดุหมดอายุ การแข่งขันจากผู้รับเหมาจีนในการประมูลงานดาต้าเซ็นเตอร์ ความล่าช้าในการเปิดประมูลโครงการภาครัฐ เงินปันผลจาก GULF ที่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ และระดับหนี้ที่สูงกว่าคาดจากกรอบการออกหุ้นกู้วงเงิน 20,000 ล้านบาท ที่ STECON ได้รับอนุมัติแล้ว



