ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 7 ส.ค.2569 หุ้น THCOM หรือ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) บวก 4.72% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 11.10 บาท
วิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโส บล.กสิกรไทย ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ราคาหุ้น THCOM ปรับตัวโดดเด่นในการซื้อขายวันนี้ ซึ่งนักลงทุนตอบรับทั้งผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาด แม้ THCOM จะรายงานผลขาดทุนสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 79 ล้านบาท แต่ตัวเลขดังกล่าวถือว่าดีกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อย ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนเป็นบวก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาหุ้นในรอบนี้ไม่ได้มาจากผลกำไรระยะสั้น แต่เป็นความคาดหวังของนักลงทุนต่อการเปลี่ยนผ่านธุรกิจครั้งสำคัญ หลังกลุ่ม GULF เข้ามาบริหารงานอย่างเต็มรูปแบบ และกำลังเดินหน้าปรับภาพลักษณ์องค์กรสู่ธุรกิจเทคโนโลยีอวกาศ
ทั้งนี้ ล่าสุดบริษัทได้เสนอเปลี่ยนชื่อจาก "บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)" เป็น "บริษัท กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)" หรือ Gulf Space Technology Public Company Limited พร้อมเปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์จาก THCOM เป็น GST ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือน ก.ย.นี้
นอกจากการรีแบรนด์แล้ว บริษัทยังทยอยปรับโครงสร้างผู้บริหารครั้งใหญ่ โดยมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูงหลายตำแหน่ง ทั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) เพื่อรองรับทิศทางธุรกิจใหม่
ด้านกลยุทธ์การลงทุน ประเมินว่า THCOM เหมาะกับการลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 12.47 บาทต่อหุ้น ซึ่งปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายบริเวณ 11 บาทต้น ๆ ซึ่งใกล้เคียงมูลค่าทางบัญชีที่ประมาณ 1 เท่า หรือราว 10 บาทต่อหุ้น ทำให้ระดับราคาปัจจุบันยังถือว่าไม่แพง และเป็นจุดที่นักลงทุนสามารถทยอยสะสมได้
นอกจากนี้ ราคาหุ้นในปัจจุบันยังอยู่ใกล้เคียงกับต้นทุนเฉลี่ยที่กลุ่ม GULF เข้าลงทุนก่อนหน้านี้ในช่วงประมาณ 9-10 บาทต่อหุ้น จึงมองว่าระดับราคาดังกล่าวไม่ได้เสียเปรียบสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อรอการเติบโตของธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะหากแผนขยายธุรกิจด้านเทคโนโลยีอวกาศสามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมาย
บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัทในการประชุมครั้งที่ 10/2569 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569 มีมติเห็นชอบให้นำเสนอที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการเปลี่ยนชื่อบริษัท จาก บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็น บริษัท กัลฟ์ สเปซ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) พร้อมเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษจาก Thaicom Public Company Limited เป็น Gulf Space Technology Public Company Limited
นอกจากนี้ คณะกรรมการยังอนุมัติให้เสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาเปลี่ยนแปลงตราประทับบริษัท รวมถึงเปลี่ยนชื่อย่อหลักทรัพย์จาก THCOM เป็น GST เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อใหม่ของบริษัท โดยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดจะมีผลก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น
บริษัทกำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 15 กันยายน 2569 เวลา 14.00 น. ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Meeting) เพื่อพิจารณาวาระสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนชื่อบริษัท การแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ และการปรับปรุงข้อบังคับบริษัทให้สอดคล้องกับชื่อและตราประทับใหม่ โดยกำหนดวัน Record Date เพื่อกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ หากผู้ถือหุ้นไม่อนุมัติวาระใดวาระหนึ่งที่เกี่ยวข้อง วาระที่เชื่อมโยงกันจะถือเป็นอันยกเลิกทั้งหมด
ด้านผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 497 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44 ล้านบาท หรือ 9.7% จากไตรมาสก่อน ซึ่งมีรายได้ 453 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจดาวเทียมและบริการที่เกี่ยวข้องในประเทศ โดยเฉพาะโครงการขยายสถานีภาคพื้นดินให้แก่ Globalstar เพื่อรองรับเทคโนโลยีและบริการสื่อสารรูปแบบใหม่ รวมถึงการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการจัดหาระบบจานสายอากาศและระบบปฏิบัติการภาคพื้นดินให้แก่ GISTDA ตามความคืบหน้าของงาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้รวมลดลง 7.1% จาก 535 ล้านบาท เหลือ 497 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจบรอดคาสต์ชะลอตัวตามความต้องการของตลาดที่อ่อนแรงลง ประกอบกับรายได้จากลูกค้าต่างประเทศลดลง
สำหรับผลประกอบการสุทธิ บริษัทขาดทุนส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ 87 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสแรกที่มีกำไร 588 ล้านบาท เนื่องจากไตรมาสก่อนมีการรับรู้รายการพิเศษ ได้แก่ ดอกเบี้ยรับจากการคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายล่าช้า และเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ได้รับคืนจากกรมสรรพากรของอินเดีย ซึ่งเป็นรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว
ทั้งนี้เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2568 บริษัทสามารถลดผลขาดทุนลงได้ จากเดิมที่ขาดทุน 207 ล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ลดลง หลังปีก่อนเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้รับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 209 ล้านบาท
นอกจากนี้หากตัดผลกระทบจากรายการพิเศษออก ผลการดำเนินงานปกติของบริษัทขาดทุน 93 ล้านบาท โดยมีแรงกดดันหลักจากรายได้ธุรกิจบรอดคาสต์ที่ยังลดลงตามภาวะอุปสงค์ของตลาด
ส่วน ธุรกิจโทรคมนาคมในต่างประเทศ บริษัทรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในการร่วมค้า 4 ล้านบาท ลดลงจาก 23 ล้านบาทในไตรมาสแรก และลดลงจาก 9 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลการดำเนินงานของ บริษัท ลาว เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ มหาชน (LTC) ปรับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าบริษัทยังคงรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในกิจการร่วมค้า อันเป็นผลจากภาระดอกเบี้ยของ บริษัท เชนนิงตัน อินเวสเม้นท์ส พีทีอี จำกัด แต่บริษัทประเมินว่าปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังมีแนวโน้มเป็นบวก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากนโยบายปรับโครงสร้างอัตราค่าบริการโทรคมนาคมของกระทรวงคมนาคมและการสื่อสาร สปป.ลาว ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ผลการดำเนินงานของกิจการร่วมค้าค่อย ๆ ฟื้นตัวในระยะต่อไป



