ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เผยภาพรวมตลาดหุ้นไทยเดือนกรกฎาคม 2569 ยังคงแข็งแกร่ง แม้เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความกังวลทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ และแรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก โดยดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้น 2% ปิดสิ้นเดือนที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 28.9% จากสิ้นปี 2568
นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยสามารถรักษาระดับดัชนีเหนือ 1,600 จุดได้เกือบตลอดเดือน และบางช่วงปรับขึ้นทะลุ 1,650 จุด ทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาด แม้เผชิญความผันผวนจากปัจจัยภายนอก
ด้านสภาพคล่องการซื้อขายปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาด SET และ mai เดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 87,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 หรือสูงสุดในรอบกว่า 4 ปี ขณะที่ค่าเฉลี่ยมูลค่าซื้อขายในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 69,174 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64.8% จากปีก่อน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างชาติยังเดินหน้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง โดยเดือนกรกฎาคมมียอดซื้อสุทธิ 48,864 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 75,864 ล้านบาท และเป็นการซื้อสุทธิติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 โดยไทยเป็นตลาดหุ้นเดียวในภูมิภาคที่ยังมีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี
นายฉัตรชัย กล่าวว่า แม้ตลาดโลกได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความกังวลเงินเฟ้อสหรัฐและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รวมถึงการปรับฐานของหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) แต่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยค่อนข้างจำกัด เนื่องจากโครงสร้างตลาดมีความหลากหลายและไม่ได้พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก
นอกจากนี้ ยังเกิดการหมุนเวียนกลุ่มลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีและกลุ่มส่งออกเข้าสู่หุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคาร ซึ่งเป็นกลุ่มที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เงินลงทุนบางส่วนจากตลาดหุ้นโลกเริ่มไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
สำหรับปัจจัยสนับสนุนภายในประเทศ นายฉัตรชัย ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น หลังกระทรวงการคลังปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2569 จาก 1.6% เป็น 2.5% จากแรงหนุนของการลงทุนที่ขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งครึ่งปีแรกมียอดขอรับส่งเสริมสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงยอดทั้งปี 2568 รวมถึงภาคส่งออกที่ยังเติบโตในระดับสองหลัก
ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์ยังทยอยปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย โดยกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปรับขึ้นจากระดับช่วงต้นปีบริเวณ 90 ต้น ๆ มาอยู่ใกล้ระดับ 105 ในปัจจุบัน สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้น
ด้านมูลค่าหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนก.ค.2569 ซื้อขายที่ P/E 15.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 13 เท่า ขณะที่ Dividend Yield อยู่ที่ 4.1% สูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 2.8% สะท้อนจุดเด่นของตลาดหุ้นไทยด้านผลตอบแทนเงินปันผล
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป ตลาดยังติดตามการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ตัวเลข GDP ไทย การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐในเดือนกันยายน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวช่วงปลายปี
ส่วนตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกรกฎาคม มีปริมาณซื้อขายเฉลี่ย 563,065 สัญญาต่อวัน ลดลง 10.7% จากเดือนก่อนหน้า แต่ช่วง 7 เดือนแรกของปีเพิ่มขึ้น 30.2% จากปีก่อน สะท้อนกิจกรรมการลงทุนที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ตลท. มองว่าหากปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศไม่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันไม่กลับไปทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และบรรยากาศการลงทุนโลกยังเอื้อต่อการลงทุน ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสเดินหน้าต่อในช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยมีปัจจัยพื้นฐานในประเทศและแรงซื้อจากต่างชาติเป็นแรงหนุน



