วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

โบรกเกอร์ชี้ BCPG ผ่านจุดต่ำสุด ลุ้นกำไรไตรมาส 3 พุ่ง รับไฮซีซัน-บุ๊กกำไรพิเศษ 1.7 พันล้าน

แม้ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG จะอ่อนตัวลงจากปัจจัยฤดูกาล และการปิดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าบางแห่ง แต่ทว่านักวิเคราะห์มองว่าผลการดำเนินงานมีแนวโน้มฟื้นตัวในไตรมาส 3/2569 โดยได้รับแรงหนุนจากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว การกลับมาดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในสหรัฐ หลังสิ้นสุดการซ่อมบำรุง รวมถึงคาดว่าจะรับรู้กำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ในสหรัฐ ซึ่งจะผลักดันให้ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 เป็นจุดสูงสุดของปี 2569 ก่อนที่บริษัทจะเดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนต่อไป

ธัญญา อุดม นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า  BCPG รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 154.6 ล้านบาท ลดลง 78.6% จากไตรมาสก่อน เป็นไปตามที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรปกติที่ลดลง 71.4% จากไตรมาสก่อน เหลือ 180.4 ล้านบาท
 

ทั้งนี้ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ลดลง 52.5% จากไตรมาสก่อน เหลือ 460.9 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐ ที่ผลประกอบการอ่อนตัวหลังผ่านช่วงฤดูหนาว ประกอบกับมีการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสนี้ ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังลม Monsoon ใน สปป.ลาว รับรู้ผลขาดทุนจากความเร็วลมที่ลดลงตามฤดูกาล รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบจากปริมาณแสงแดดที่อ่อนตัว แม้โรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว จะผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นหลังผ่านพ้นฤดูแล้ง แต่ยังไม่สามารถชดเชยผลกระทบจากธุรกิจอื่นได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 25.7 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสแรกที่มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 92.4 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรปกติ 810.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 146.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคิดเป็น 48.8% ของประมาณการกำไรปกติทั้งปีที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้

โดยยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ไว้ที่ 1.7 พันล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน โดยคาดว่าการขายหุ้น 25% ในโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ ได้แก่ Liberty กำลังการผลิต 212 เมกะวัตต์ และ Patriot กำลังการผลิต 214 เมกะวัตต์ จะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2569 ส่งผลให้บริษัทจะไม่มีการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการดังกล่าวในไตรมาส 4

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2569 คาดว่ากำไรปกติจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน และทำระดับสูงสุดของปี จากแรงหนุนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว ที่เข้าสู่ฤดูฝน ทำให้ปริมาณการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่โรงไฟฟ้าในสหรัฐ จะกลับมาดำเนินงานเต็มที่หลังสิ้นสุดการซ่อมบำรุง และเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน ซึ่งช่วยหนุนทั้งปริมาณ และราคาขายไฟฟ้า

นอกจากนี้ คาดว่าบริษัทจะรับรู้กำไรพิเศษหลังหักภาษีราว 1.7 พันล้านบาท จากการขายหุ้นในโครงการโรงไฟฟ้าสหรัฐ ทั้ง 2 แห่งในไตรมาส 3

ทั้งนี้ ให้ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 8.00 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าแนวโน้มกำไรปกติในปี 2569 จะอ่อนตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน และจะลดลงต่อในปี 2570 หลังการขายสินทรัพย์ในสหรัฐ จึงแนะนำให้นักลงทุน เน้นเก็งกำไรระยะสั้น ตามรอบผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่ผลการดำเนินงานโดดเด่นที่สุดของปี

ด้าน ณัฐกร ศรีภูไฟ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของ BCPG ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยมีกำไรสุทธิ 155 ล้านบาท ลดลง 79% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 124% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หากตัดผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 27 ล้านบาท จะมีกำไรปกติ 182 ล้านบาท ลดลง 71% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 38% จากปีก่อน

สาเหตุหลักที่กำไรต่ำกว่าคาด มาจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายภาษีที่สูงกว่าประมาณการ ขณะที่กำไรที่ลดลงจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากปัจจัยฤดูกาล ส่งผลให้โรงไฟฟ้าพลังลมใน สปป.ลาว และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐ ผลิตไฟฟ้าลดลง รวมถึงการหยุดเดินเครื่องบางส่วน และค่าไฟฟ้าต่อหน่วยในประเทศไทยปรับลดลง

ด้านรายได้จากการขายอยู่ที่ระดับลดลง 27% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากการไม่มีรายได้โครงการ District Cooling เหมือนไตรมาสก่อน ปริมาณผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ และพลังลมในไทยลดลง รวมถึงการปิดซ่อมธุรกิจคลังน้ำมัน อย่างไรก็ตาม รายได้ยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน จากการรับรู้รายได้โครงการ Solar Rooftop และการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสจากการเข้าซื้อกิจการ "สแกน แอดวานซ์ เพาเวอร์" รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาวที่มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น

ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 39% จากไตรมาสก่อน และ 45% จากปีก่อน จากค่าเช่าล่วงหน้าสถานีไฟฟ้าย่อยของโครงการในไต้หวัน และค่าใช้จ่ายภาษีที่เพิ่มขึ้น

ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนอยู่ที่ 461 ล้านบาท ลดลง 53% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 43% จากปีก่อน โดยโครงการ Monsoon Wind ในลาวขาดทุน 96 ล้านบาท จากความเร็วลมที่ลดลงตามฤดูกาล ขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐ มีกำไร 557 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อนตามปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่ลดลง และการหยุดเดินเครื่องเพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้า แต่ยังเติบโตจากปีก่อนจากรายได้ Capacity Revenue ที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกปี 2569 BCPG มีกำไรปกติ 812 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ 2,000 ล้านบาท ซึ่งยังรวมส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ Hamilton ตลอดทั้งปี

ฝ่ายวิจัยคาดว่าการขายโรงไฟฟ้า Hamilton จะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/2569 โดยบริษัทจะได้รับเงินจากการขายหุ้น 25% ในโครงการมูลค่าประมาณ 11,000 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้บางส่วน จากปัจจุบันที่มีหนี้เงินกู้ และหุ้นกู้คงค้างราว 22,500 ล้านบาท พร้อมคาดว่าจะบันทึกกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ประมาณ 2,100 ล้านบาทในไตรมาสดังกล่าว

ทั้งนี้ คงคำแนะนำ "ถือ" หุ้น BCPG เนื่องจากกำไรปกติไตรมาส 2 ต่ำกว่าคาด และคาดว่ากำไรปกติในปี 2570 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังการขายโครงการ Hamilton โดยมองว่าหุ้นจะกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง หากบริษัทสามารถประกาศดีลควบรวมและซื้อกิจการขนาดใหญ่ที่สร้างกำไรเข้ามาทดแทนโครงการ Hamilton ได้ในอนาคต

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์