ความเคลื่อนไหว "หุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 5 ส.ค. 2569 ปรับขึ้น 11.37 จุด หรือ 0.70% อยู่ที่ 1,628.50 จุด มูลค่าการซื้อขาย 10,008.84 ล้านบาท
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ตลาดหุ้นไทยภาคเช้ามีแนวโน้มดีดตัวขึ้นตามตลาดหุ้นต่างประเทศ จากแรงหนุนของสถานการณ์สงครามที่เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ความกังวลของนักลงทุนลดลง ขณะเดียวกัน Bond Yield หลายประเทศเริ่มปรับตัวลงตามความคาดหวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งจะผ่อนคลาย
อย่างไรก็ตาม มองว่าการปรับขึ้นของตลาดหุ้นไทยจะเป็นลักษณะปรับขึ้นได้จำกัด เนื่องจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานคิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาด ซึ่งทั้งสองกลุ่มกำลังเผชิญปัจจัยกดดัน
Wกลุ่มพลังงาน ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลงแรงกว่า 5-6% มีแนวโน้มกดดันราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าว ขณะที่หุ้นธนาคารอาจเผชิญแรงขายทำกำไร หลัง Bond Yield เริ่มปรับลดลง ส่งผลให้หุ้นที่ปรับขึ้นมามากก่อนหน้านี้มีโอกาสพักฐานW
นอกจากนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เกิดความขัดแย้ง เริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง หลังสถานการณ์สงครามผ่อนคลายและราคาน้ำมันอ่อนตัว
ภราดร กล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาดัชนีหุ้นไทยโดยไม่รวมหุ้น DELTA จะพบว่าดัชนีอยู่บริเวณประมาณ 1,350 จุด ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญในรอบ 3 ปี ทำให้โอกาสที่ดัชนีจะปรับขึ้นได้มากยังมีจำกัด โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,600 จุด และแนวต้านที่ 1,630 จุด
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำใช้วิธี Selective Buy เน้นหุ้น Domestic Play ซึ่งยังเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากกระแสเงินทุน โดยแนะนำหุ้น CPALL ในกลุ่มค้าปลีก และ DOHOME ในกลุ่ม Anti-Commodity ที่ได้อานิสงส์จากต้นทุนวัตถุดิบลดลง
ส่วนหุ้น THAI มองว่าเป็นจังหวะทยอยสะสมหลังราคาปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก แม้ยังมีประเด็นการปลดล็อกหุ้นของกลุ่มสหกรณ์ก็ตาม ขณะที่หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าเหมาะสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น จากปัจจัยบวกของ Bond Yield ที่ปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยหนุนมูลค่าหุ้นในกลุ่มดังกล่าว



