วันเสาร์ ที่ 15 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘หุ้นไทย’ จ่อเข้าสู่ตลาดกระทิง FETCO ชี้อานิสงส์ ‘ฟันด์โฟลว์-FDI’

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ฉายภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” มีแนวโน้มก้าวจากภาวะ “ตลาดหมี” เปลี่ยนเป็น “ตลาดกระทิง” ต่อเนื่องในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า โดยมีลุ้นเห็น “ดัชนีหุ้นไทย” (SET INDEX) เคลื่อนไหวแตะระดับ 1,700 จุด รับแรงขับเคลื่อนหลักจาก 

“กระแสเงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) ที่พลิกกลับมาไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญ ควบคู่กับอานิสงส์การลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) และกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ที่เติบโตแข็งแกร่ง

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า สำหรับปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้ภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” กลับมามีความสดใสคือ ทิศทาง “กระแสเงินทุนต่างชาติ” (Fund Flow) ที่เริ่มไหลกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลังจากตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา กระแสฟันด์โฟลว์เคยไหลออกจากตลาดหุ้นไทยสูงถึงระดับ 761,310 ล้านบาท 

แต่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กลับพบว่า “นักลงทุนต่างชาติ” พลิกกลับมาซื้อสุทธิแล้วกว่า 75,934 ล้านบาท และเฉพาะเดือนก.ค. 2569 เพียงเดือนเดียว มีแรง “ซื้อสุทธิ” จากต่างชาติสูงถึง 48,864 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 75,864 ล้านบาท สะท้อนถึงมุมมอง “เชิงบวก” ของต่างชาติต่อเศรษฐกิจไทย และยังมีโอกาสที่ ฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าดันดัชนีได้อีกมาก

‘หุ้นไทย’ จ่อเข้าสู่ตลาดกระทิง FETCO ชี้อานิสงส์ ‘ฟันด์โฟลว์-FDI’

ทั้งนี้ หากย้อนดูยอดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ถือว่าพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ผ่าน BOI สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมามียอดอนุมัติสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท และเพียงครึ่งแรกของปีนี้ ยอดสมัครขอรับการส่งเสริมพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงกว่ายอดรวมทั้งปีของปีที่แล้ว การลงทุนเหล่านี้เน้นไปที่กลุ่ม New Economy เช่น Data Center, AI และ Semiconductor ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้านกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลับมาเติบโต ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มเห็นทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยหากย้อนไปดูตัวเลข 4 ไตรมาสที่ผ่านมา (นับจากไตรมาส 2 ปี 2568 จนมาถึงไตรมาส 1 ปี 2569) กำไรสุทธิรวมกันเติบโตขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่หากดูเฉพาะไตรมาส 1 ปี 2569 กำไรพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตได้ประมาณ 8-10% ปีนี้ ซึ่งถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทย

 

‘หุ้นไทย’ จ่อเข้าสู่ตลาดกระทิง FETCO ชี้อานิสงส์ ‘ฟันด์โฟลว์-FDI’

ขณะที่มูลค่าหุ้น (Valuation) หุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ เมื่อพิจารณาจาก P/E ของตลาดหุ้นไทย หากไม่รวมหุ้น DELTA จะอยู่ที่ประมาณ 13.3 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 16 เท่า

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาด้าน Valuation หุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่ดึงดูด โดยหากตัดหุ้นเดลต้า (DELTA) ที่มีความผันผวนสูงออกไป อัตราส่วน P/E ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่เพียง 13.3 เท่า ซึ่งไม่แพงเมื่อเทียบกับภูมิภาค ขณะเดียวกันยังมีหุ้นใน SET กว่า 470 บริษัท (คิดเป็น 61%) ที่ซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) ซึ่งโครงการ Jump+ จะเข้ามาช่วยดึง Valuation และสร้างความโปร่งใสให้นักลงทุนเห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ระยะยาว

ขณะที่ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในเดือนกรกฎาคม 2569 (คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 146.72 โดยนักลงทุนยกให้ “การไหลเข้าของเงินทุน” เป็นปัจจัยหนุนหลักอันดับหนึ่ง ตามด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 8-10% ต่อปีในอีก 3 ปีข้างหน้า

ขณะเดียวกัน ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ยังช่วยดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างชาติ (FDI) ให้เข้ามาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว แม้ต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ก็ตาม

สำหรับประเด็นความกังวลอื่น ๆ อาทิ สถานการณ์ข้อมูลรั่วไหลของ TSD ในช่วงที่ผ่านมา เฟทโก้มองว่าไม่กระทบ Sentiment ตลาดเนื่องจากจำกัดความเสียหายได้เร็ว ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ปรับตัวลง ก็ส่งผลกระทบต่อไทยจำกัด เนื่องจาก บจ. ไทยส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนกลางน้ำ-ปลายน้ำที่ยังจำเป็นต่อ Value Chain ของอุตสาหกรรมชิปและ Data Center

พร้อมกันนี้ เฟทโก้ คัดเลือกลุ่มอุตสาหกรรมน่าลงทุนเพื่อรับเทรนด์ตลาดกระทิง ได้แก่ 1. กลุ่มธนาคาร (BANK) ชูเป็นหมวดธุรกิจที่น่าสนใจที่สุด จากอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้นตัว คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น ฐานเงินทุนแข็งแกร่ง และให้ผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) สูง

2. กลุ่มพลังงาน รับอานิสงส์ความต้องการพลังงานโลกที่เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะแรงดันจากเทคโนโลยี AI และภาคอุตสาหกรรม 3. กลุ่มสื่อสารและ Digital Infrastructure ได้ประโยชน์ระยะยาวจาก AI, Cloud และ Data Center

4. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม รับผลประโยชน์เต็มๆ จากกระแส ย้ายฐานการผลิต และ FDI 5. กลุ่มท่องเที่ยวและค้าปลีก:ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติและมาตรการรัฐ และ 6. หุ้นกลุ่ม Value Up / Jump+ เน้นบริษัทที่มีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพ มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง