วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

FETCO ชี้ข้อมูล TSD รั่ว 2 แสนราย ลูกค้าเปิดบัญชีแบงก์ใหม่ปิดความเสี่ยง

จากกรณีการตรวจพบการเข้าถึง “ข้อมูลผู้ถือหุ้น” โดยมิชอบในระบบของ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ที่ระบบ TSD Investor Portal ถูกโจมตีทางไซเบอร์ สร้างความกังกลให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทย หลังข้อมูลของนักลงทุน 200,000 รายรั่วไหล ทั้งข้อมูลส่วนบุคคล เลขบัญชีธนาคาร จากช่องโหว่ในหน้า “User Profile” แม้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะยืนยันว่าพอร์ตหุ้นและระบบซื้อขายจะไม่ได้รับผลกระทบก็ตาม 

รวมทั้งการร่วมมือกันระหว่าง TSD พร้อมด้วยกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในตลาดทุนไทย พร้อมยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำกัดอยู่ในส่วนของระบบ TSD Investor Portal ซึ่งเป็นบริการผ่านเว็บเบสที่เปิดใช้มานานกว่า 5 ปี โดยจากการตรวจสอบพบว่ามี ข้อมูลรั่วไหลออกไปประมาณ 200,000 ราย จากบัญชีผู้ถือหุ้น ทั้งหมด กว่า 5 ล้านราย ซึ่ง TSD ยืนยันว่าข้อมูลสำคัญในการทำธุรกรรมหลักทรัพย์ยังไม่ได้รับผลกระทบ

ขอบเขตข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ

จากการประสานงานเชิงลึกร่วมกับกองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายหลังการเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2569 พบว่า ข้อมูลที่รั่วไหลมีรายละเอียดมากกว่าที่ประเมินไว้ในเบื้องต้น ข้อมูลที่หลุดออกไปประกอบด้วย

๐ ข้อมูลพื้นฐาน ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, เลขบัตรประชาชน, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์

๐ ข้อมูลการลงทุน ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ และเลขที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์

๐ ข้อมูลทางการเงิน (ตรวจพบเพิ่มเติม)ชื่อธนาคาร และเลขที่บัญชีธนาคาร

“เฟทโก้” ชี้ยกระดับเกณฑ์ไซเบอร์ขั้นสูงสุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า จากกรณีการรั่วไหลของข้อมูล TSD ที่เกิดขึ้นกับบัญชี 2 แสนราย จากทั้งหมด 5 ล้านราย ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความกังวลให้กับอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม พบว่าลูกค้าไม่ได้ตื่นตระหนกมากจนถึงขั้น “ปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.)” แต่ยอมรับว่าอาจมีลูกค้าบางส่วนที่เลือก “ปิดและเปิดบัญชีธนาคารใหม่” เพื่อความสบายใจ เนื่องจากมีความกังวลในระบบของธนาคาร (แบงก์) มากกว่า อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในระดับความรุนแรงขนาดนี้

ดังนั้น มองว่าในสถานการณ์ปัจจุบันมี “ความจำ” เป็นอย่างยิ่งที่ทุกองค์กรใน “ตลาดทุนไทย” จะต้อง “ยกระดับ” ความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้แอปพลิเคชันในการดำเนินงาน ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ดึงดูดให้เหล่าแฮกเกอร์พยายามเจาะเข้าหาข้อมูลดังกล่าว 

ภัยคุกคามลามถึงระบบ “ออฟไลน์”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความปลอดภัยไซเบอร์ในปัจจุบันมี “ความน่ากังวลมากขึ้น” ตัวอย่างเช่น สถานการณ์ในต่างประเทศที่แม้แต่ “Cold Wallet” หรือ กระเป๋าเงินดิจิทัลที่เก็บข้อมูลแบบออฟไลน์ ก็ยังสามารถถูกแฮกได้

สิ่งนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่มีขีดจำกัด และประเทศไทยเองก็ต้องเร่ง “ยกระดับการเฝ้าระวัง” อย่างต่อเนื่อง เพราะว่าหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นบ่อยครั้ง ประเทศไทยอาจถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่ง่ายสำหรับ “แฮกเกอร์ระดับโลก”

“หากประเทศไทยปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นบ่อยครั้ง อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และทำให้ประเทศถูกมองว่าเป็นเป้าหมายที่โจมตีได้ง่ายสำหรับแฮกเกอร์ระดับโลก” 

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ และองค์กรในตลาดทุน ได้มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งมีการซ้อมรับมือเหตุการณ์ภัยไซเบอร์ตลอดเวลาเพื่อหาช่องโหว่ของระบบ และพบว่ามีความพยายามในการเจาะระบบเกิดขึ้นเช่นกัน แต่ระบบส่วนใหญ่ยังคงสามารถป้องกันไว้ได้

ทั้งนี้ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทุกภาคส่วนในตลาดทุนเห็นพ้องว่า ต้องเพิ่มความเข้มงวดสูงสุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้างเหมือนกรณีที่ผ่านมา

“เราเน้นย้ำให้ทุกส่วนงานช่วยกันสอดส่องและยกระดับมาตรฐาน เพราะถึงแม้จะมีการป้องกันที่ดี แต่ช่องโหว่ใหม่ ๆ สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ”

พิจารณา “ยกเครื่องระบบใหม่ทั้งหมด”

ก่อนหน้านี้ ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าหลังเกิดเหตุการณ์ระบบบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) โดนเจาะข้อมูลผู้ลงทุน 2 ราย รั่วไหลครั้งใหญ่ ขณะนี้ ได้ให้ทางทีมงานไอทีและคณะอนุกรรมการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของ ตลท. โดยมี “นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานฯ อยู่ระหว่างกำลังเร่งตรวจสอบและสรุปสาเหตุที่แน่ชัดเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยเร็วที่สุด

แม้ที่ผ่านมาจะมีการประชุมเรื่อง “ความเสี่ยงทางไซเบอร์” และมั่นใจในระบบเดิม แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีข้อมูลรั่วไหลจำนวนมากถึง 200,000 ราย ทำให้ต้องมีการพิจารณา “ยกเครื่องระบบใหม่ทั้งหมด”

ทั้งนี้ มีแนวโน้มการลงทุนเพิ่มในระบบความปลอดภัยโดยการนำเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) เข้ามาช่วยตรวจจับความผิดปกตินั้น ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเลือกเทคโนโลยีจากประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขณะที่แหล่งที่มาของแฮกเกอร์ คาดว่ามาจากต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะทำงานกันเป็นแก๊ง 

“แม้การถูกแฮกเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ แต่ครั้งนี้มีข้อมูลรั่วไหลจำนวนมาก เราไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังดูว่าจะอัปเกรดระบบตรงไหนได้บ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าข้อมูลจำนวนมากขนาดนี้รั่วไหลออกไปได้อย่างไร สาเหตุเกิดจากอะไร เพื่อหาจุดที่ระบบผิดพลาด และวางมาตรการป้องกันตรงจุดไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก ซึ่งขณะนี้กำลังรอสรุปข้อมูลอยู่ และคาดไม่น่าจะใช้เงินลงทุนไอทีจำนวนมาก ปัจจุบันมีเทคโนโลยี AI ที่ช่วยได้ แต่ต้องพิจารณาเลือกใช้ AI จากประเทศที่มีประโยชน์และเหมาะสม” 

ยันทรัพย์สินปลอดภัย-เตือนมิจฉาชีพแนบลิงก์ปลอม

สำหรับ ข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของทรัพย์สิน ประธาน ตลท. ยืนว่า ข้อมูลที่หลุดไป ไม่สามารถนำไปใช้ดูดเงินออกจากบัญชีธนาคารหรือบัญชีหุ้นได้โดยตรง ขณะนี้ยังไม่มีความเสียหายเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม มองความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดคือ การที่มิจฉาชีพส่งลิงก์ปลอมมาเพื่อหลอกลวงให้กด ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เกิดความเสียหายได้

ขณะที่ หลังจากเกิดเหตุครั้งนี้ ในส่วนของ TSD และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีการสื่อสารกับผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้ดำเนินการส่งทั้งอีเมล์และข้อความ SMS แจ้งเตือนไปยังผู้ลงทุนทั้ง 200,000 รายแล้ว

โดยมีจุดสังเกตสำคัญคือ ข้อความ SMS และอีเมลของแท้จาก TSD จะต้องไม่มีการแนบลิงก์ใดๆ มาด้วย หากพบลิงก์แนบมาขอให้สันนิษฐานว่าเป็นของปลอมและห้ามกดโดยเด็ดขาด พร้อมแนะนำให้ผู้ลงทุนหมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านและใช้แอปพลิเคชันสำหรับตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์แปลกปลอมเพื่อความปลอดภัยเพิ่มเติม