วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2569

Login
Login

ดาวโจนส์พุ่งขึ้น 900 จุด S&P 500 ปิดเหนือ 7,700 จุดเป็นครั้งแรก

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้น 900 จุด S&P 500 ปิดเหนือ 7,700 จุด เป็นครั้งแรกท่ามกลางการฟื้นตัวอย่างร้อนแรงของวอลล์สตรีท ผลประกอบการดีเกินคาด น้ำมันลงช่วยขับดันตลาดหุ้นสหรัฐ

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ตลาดหุ้นพบกับวันที่สดใสในวันอังคาร (4 ส.ค.69) โดยดัชนี S&P 500 และดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ เป็นผลมาจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากความหวังที่ว่าช่องแคบฮอร์มุซอาจจะกลับมาเปิดใช้งานได้อีกครั้ง

ดัชนีS&P 500 ตลาดโดยรวม ปรับตัวขึ้น 1.79% ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยปิดที่ 7,736.52 จุด

ดัชนีแนสแด็ก Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด ตามการทะยานขึ้นถึง 29% ของหุ้น Palantir Technologies

ดัชนีดาวโจนส์ พุ่งขึ้น 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด

โดยหุ้นในกลุ่ม 30 ตัวของดาวโจนส์ นำโดย Caterpillar ที่ปรับตัวขึ้นมากกว่า 5% ทะลุสถิติสูงสุดระหว่างวันของเมื่อเดือนที่แล้ว ทั้งนี้ ทั้ง S&P 500 และดาวโจนส์ต่างก็ทำสถิติราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นอกเหนือจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่พุ่งขึ้น 4% แล้ว ส่วนอื่นๆ ของตลาดก็เห็นการปรับตัวขึ้นอย่างมั่นคงเช่นกัน กลุ่มการเงินบวกขึ้น 0.9% นำโดยหุ้นหลักอย่าง Goldman Sachs ที่บวกไปมากกว่า 2% ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มวัสดุปรับตัวขึ้นเกือบ 2% เท่ากัน

 

รมว.คลังสหรัฐคาดเปิดช่องแคบฮอร์มุซเร็วๆ นี้

ราคาน้ำมันขยับลดลงหลังจาก สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับรายการ “Squawk Box” ทางทีวีช่องซีเอ็นบีซี ว่า “เรากำลังอยู่ในการเจรจากับฝ่ายอิหร่าน” จากนั้นเขากล่าวเสริมว่า “มีความเป็นไปได้ที่เราอาจบรรลุข้อตกลงกันในวันนี้หรือพรุ่งนี้เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และขยับไปสู่สถานการณ์ที่เป็นปกติมากขึ้นในความขัดแย้งนี้”

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส West Texas Intermediate (น้ำมันดิบWTI) ปรับตัวลดลง 5.69% ปิดที่ 75.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (น้ำมันดิบBrent) ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานสากล ลดลง 5.26% ปิดที่ 79.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันอังคาร

หุ้นกลุ่มชิปฟื้นตัว

หุ้น Palantir ทำสถิติวันที่ดีที่สุดในรอบกว่าสองปี หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่ยอดเยี่ยมเกินคาด ซึ่ง อเล็กซ์ คาร์ป ซีอีโอของบริษัท อธิบายว่าเป็นผลลัพธ์ที่ “เหนือความคาดหมาย” อันเนื่องมาจากอุปสงค์ด้านอธิปไตย เอไอ (AI Sovereignty) หุ้นในกลุ่มชิปต่างฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการร่วงลงอย่างหนักในเดือนกรกฎาคม โดย Micron Technology บวกเพิ่มขึ้นมากกว่า 7% ขณะที่ Marvell Technology ขยับขึ้นเกือบ 13%

Caterpillar เป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดาวโจนส์ หลังจากรายงานตัวเลขผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ดีเกินคาด รวมถึงปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ โดยยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมชี้ว่ามีความต้องการอุปกรณ์ของบริษัทอย่างแข็งแกร่ง จากการเร่งขยายศูนย์ข้อมูล AI ทั่วประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังระบุว่าแนวโน้มต้นทุนภาษีศุลกากรสำหรับทั้งปีน่าจะอยู่ในระดับต่ำสุดของช่วงที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่า นับเป็นฤดูกาลประกาศผลประกอบการที่โดดเด่นมาก โดยมากกว่า 84% ของบริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการแล้ว มีผลกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

“จากการดูตลาดหุ้นที่พุ่งทะยานสูงขึ้นในช่วงสามเซสชันที่ผ่านมา คุณอาจจะไม่คิดว่ามีสิ่งผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นในโลกนี้” เธียร์รี วิซแมน นักกลยุทธ์ด้านอัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก จาก Macquarie Group กล่าว “ แม้แต่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ก็ฟื้นตัวจากสภาวะทรุดหนักในเดือนกรกฎาคม หลังจากที่ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ด้าน AI ช่วยขจัดความกังวลของนักวิเคราะห์ว่า การลงทุนในศูนย์ข้อมูลกำลังกัดกินกระแสเงินสดมากเกินไปหรือไม่ และจนถึงตอนนี้ รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสของสหรัฐ ในภาพรวมก็ยังไม่สร้างความผิดหวัง”

ดัชนีหลักๆ ของตลาดหุ้นพุ่งขึ้นในเซสชันวันจันทร์เพื่อเริ่มต้นการซื้อขายของเดือนสิงหาคม โดยดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ Amazon มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) ทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ก่อนที่ Amazon จะย่อตัวลง 2% ในวันอังคาร หลังจาก เจฟฟ์ เบซอส ยื่นเอกสารแจ้งความประสงค์ที่จะขายหุ้นมูลค่าประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์