วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม 2569

Login
Login

โบรกฯฟื้นรับ‘วอลุ่มเทรด’พุ่ง ‘หุ้นไทย’เด่นปลุกธุรกิจโบรกฟื้น

อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทย (ธุรกิจโบรกเกอร์) ปีนี้กำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” เมื่อปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่มเทรด) เฉลี่ยต่อวันเริ่มกลับมา “คึกคัก” อีกครั้ง ตามทิศทาง “เม็ดเงินลงทุน” (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลเข้าสู่ “ตลาดทุนไทย” อย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านครึ่งแรกปี 2569 ทะลุ 55,000 ล้านบาทต่อวันขึ้นไป ขณะที่ “ผลตอบแทน” ของ SET INDEX 6 เดือนแรกปี 2569 เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย หรือราว 30% ถือเป็นสัญญาณที่ดีหลังจากตลาดหุ้นไทย “ซบเซา” มาหลายปี 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ระดับปริมาณการซื้อขายต่อวัน (วอลุ่มเทรด) คือดัชนีชี้วัด “ความอยู่รอด” ที่สำคัญที่สุดของธุรกิจโบรกเกอร์ไทย โดยมีการประเมินว่าระดับ 50,000-60,000 ล้านบาทต่อวัน คือจุดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ทำ “กำไร” หรือ “อยู่รอดได้” ในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คาดว่าภายในสิ้นปีนี้วอลุ่มจะยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 55,000 ล้านบาท

โบรกฯฟื้นรับ‘วอลุ่มเทรด’พุ่ง ‘หุ้นไทย’เด่นปลุกธุรกิจโบรกฟื้น

อย่างไรก็ตาม หากวอลุ่มเทรดลดระดับลงมาอยู่ที่ระดับ 40,000 ล้านบาทต่อวัน อาจเป็นสัญญาณอันตราย เฉพาะสำหรับธุรกิจโบรกเกอร์รายเล็ก ๆ บางที่เท่านั้น เริ่มอยู่ไม่ได้หรือไปต่อไม่รอด

“สถานการณ์ในครึ่งปีแรกดีขึ้นกว่าเดิมมาก โดยวอลุ่มเทรดเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ธุรกิจโบรกเกอร์น่าจะพออยู่กันได้ ยกเว้นโบรกเกอร์ที่พึ่งพาค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Brokerage) ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว อาจจะยังรู้สึกเหนื่อยหรือฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่นัก”

ขณะที่ ทิศทางธุรกิจโบรกเกอร์หลังจากนี้มองว่า ธุรกิจโบรกเกอร์ที่จะมีกำไรและอยู่รอดได้ต้องมีการปรับตัว และจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่เรื่องของราคาหรือค่าธรรมเนียมการซื้อขายอีกต่อไป หมดยุคสงครามราคาแล้ว

แต่ธุรกิจโบรกเกอร์ จะเป็นการวัดกันที่ “คุณภาพของคำแนะนำ” และการสร้างจุดขายที่แตกต่างเพื่อดึงดูดนักลงทุนยุคใหม่ เน้น “พรีเมียมเซอร์วิส” เพราะว่าพฤติกรรมนักลงทุนในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

โดยมีความรู้ความเข้าใจในตลาดมากขึ้นและเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วผ่านเทคโนโลยี เช่น ใช้ ChatGPT หรือ AI และในยุคที่แพลตฟอร์มการซื้อขายหาได้ทั่วไป ความแตกต่างจึง อยู่ที่ความแม่นยำของข้อมูลและบทวิเคราะห์ ทำให้โบรกเกอร์ต้องปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการส่งคำสั่งซื้อขาย มาเป็นที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ และที่สำคัญโบรกเกอร์จึงต้องสร้างจุดขายที่คุ้มค่ากับต้นทุนบริการ

“วันนี้นักลงทุนฉลาดเกินที่จะมองเฉพาะค่าคอมแล้ว ต้องมองคำแนะนำ มองหลาย ๆ อย่าง ความสะดวกสบาย เพราะค่าคอมจริงๆ เป็นรายได้ไม่มาก ถ้าโบรกไหนไม่มีพรีเมียมเซอร์วิส ก็ไม่มีจุดขายเลย แพลตฟอร์มมีทุกที่ จุดตัดสินกำไรขาดทุนของโบรกเกอร์ อยู่ที่คำแนะนำดี แนะนำถูก คนก็ไปใช้ตรงนั้น”

นอกจากนี้ มองว่าแรงหนุนจากโครงการ TISA จ่อคลอดในเดือนก.ย.นี้ จะช่วยกระตุ้นการซื้อขายหุ้นกลุ่มขนาดใหญ (Big Cap) และหุ้นปันผลรวมถึงการดึงเม็ดเงินไทยกลับบ้าน จากการผลักดันนโยบายจูงใจให้คนไทยที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น หุ้น Nvidia นำกำไรกลับมาลงทุนในประเทศ จะกลายอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเข้ามาเติมสภาพคล่องเพิ่มปริมาณธุรกรรมและสร้างรายได้ใหม่ ๆ ทำให้ธุรกิจโบรกเกอร์กลับมา “Enjoy อีกครั้งหนึ่ง” ในระยะยาวได้

เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในปีนี้ “ธุรกิจโบรกเกอร์” มีสัญญาณ “ฟื้นตัว” ที่ชัดเจนเทียบปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญ โดยปกติแล้วหากวอลลุ่มซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเกินกว่า 50,000 ล้านบาท จะเป็นระดับที่ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถ “ก้าวข้ามจุดคุ้มทุน” และมี “ผลกำไรเป็นบวก” ได้สะท้อนในช่วงครึ่งปีแรกพบวอลลุ่มซื้อขายเฉลี่ยอยู่ในระดับประมาณ 62,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อผลประกอบการของกลุ่มโบรกเกอร์

“เชื่อกำไรธุรกิจโบรกเกอร์ ควรจะกลับมาเป็นบวก เพราะว่าเท่าที่เคยศึกษากันดู ถ้ายอดวอลลุ่มเฉลี่ยเกิน 50,000 ล้านบาท ขึ้นไป ก็น่าจะเป็นจุดที่ทุกคนสามารถทะลุจุดคุ้มทุนขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) คาดจะฟื้นตัวตามสภาพตลาด เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา ธุรกิจ IB ก็จะกลับมาเป็นวงจรเดียวกัน”

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของแต่ละบริษัทอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ “โครงสร้างธุรกิจ” ของแต่ละแห่งว่ามีการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ มากน้อยเพียงใด เช่น รายได้ประจำ (Recurring Income), ธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน, การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) หรือพอร์ตการลงทุนของบริษัทเองก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมองว่า “เทรนด์การควบรวมกิจการ” (M&A) ในอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในภาวะที่วอลลุ่มตลาดมีความผันผวนและไม่นิ่ง หากตลาดกลับไปอยู่ในภาวะซบเซาอีก ดังนั้น การปรับโครงสร้างธุรกิจของโบรกเกอร์ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำกันอยู่

อารภัฏ สังขรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) หรือ MST เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 82.97 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตกว่า 37 เท่า เทียบงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 2.19 ล้านบาท ผลงานครึ่งปีแรกเติบโตเกือบเท่าตัว มีกำไรสุทธิ 258.70 ล้านบาท เติบโต 93.23% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 133.88 ล้านบาท 

โดยปัจจัยบวกที่ผลักดันการเติบโต รายได้ค่านายหน้าพุ่งในงวด 6 เดือนแรก “รายได้ค่านายหน้า”เพิ่มขึ้น 47.67% อยู่ที่ 658.77 ล้านบาท ปัจจัยหลักจากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้นจาก 41,855.61 ล้านบาทต่อวัน เป็น 65,931.08 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 57.52% ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยของลูกค้า MST เพิ่มขึ้นถึง 87.17% ซึ่ง “ค่าธรรมเนียม” และ “บริการโตแกร่ง” ซึ่งรายได้ส่วนนี้ในงวดครึ่งแรกเพิ่มขึ้น 1.2 เท่า เป็น 110.47 ล้านบาท โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น 51.44 ล้านบาท รวมถึงค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และที่ปรึกษาทางการเงินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน