อุตสาหกรรมหลักทรัพย์ไทย (ธุรกิจโบรกเกอร์) ปีนี้กำลังก้าวเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ” เมื่อปริมาณการซื้อขาย (วอลุ่มเทรด) เฉลี่ยต่อวันเริ่มกลับมา “คึกคัก” อีกครั้ง ตามทิศทาง “เม็ดเงินลงทุน” (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลเข้าสู่ “ตลาดทุนไทย” อย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านครึ่งแรกปี 2569 ทะลุ 55,000 ล้านบาทต่อวันขึ้นไป ขณะที่ “ผลตอบแทน” ของ SET INDEX 6 เดือนแรกปี 2569 เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย หรือราว 30% ถือเป็นสัญญาณที่ดีหลังจากตลาดหุ้นไทย “ซบเซา” มาหลายปี
“ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ และในฐานะประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า ระดับปริมาณการซื้อขายต่อวัน (วอลุ่มเทรด) คือดัชนีชี้วัด “ความอยู่รอด” ที่สำคัญที่สุดของธุรกิจโบรกเกอร์ไทย โดยมีการประเมินว่าระดับ 50,000-60,000 ล้านบาทต่อวัน คือจุดที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น ทำ “กำไร” หรือ “อยู่รอดได้” ในอุตสาหกรรมนี้ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คาดว่าภายในสิ้นปีนี้วอลุ่มจะยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 55,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม หากวอลุ่มเทรดลดระดับลงมาอยู่ที่ระดับ 40,000 ล้านบาทต่อวัน อาจเป็นสัญญาณอันตราย เฉพาะสำหรับธุรกิจโบรกเกอร์รายเล็ก ๆ บางที่เท่านั้น เริ่มอยู่ไม่ได้หรือไปต่อไม่รอด
“สถานการณ์ในครึ่งปีแรกดีขึ้นกว่าเดิมมาก โดยวอลุ่มเทรดเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ธุรกิจโบรกเกอร์น่าจะพออยู่กันได้ ยกเว้นโบรกเกอร์ที่พึ่งพาค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Brokerage) ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว อาจจะยังรู้สึกเหนื่อยหรือฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่นัก”
ขณะที่ ทิศทางธุรกิจโบรกเกอร์หลังจากนี้มองว่า ธุรกิจโบรกเกอร์ที่จะมีกำไรและอยู่รอดได้ต้องมีการปรับตัว และจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงแค่เรื่องของราคาหรือค่าธรรมเนียมการซื้อขายอีกต่อไป หมดยุคสงครามราคาแล้ว
แต่ธุรกิจโบรกเกอร์ จะเป็นการวัดกันที่ “คุณภาพของคำแนะนำ” และการสร้างจุดขายที่แตกต่างเพื่อดึงดูดนักลงทุนยุคใหม่ เน้น “พรีเมียมเซอร์วิส” เพราะว่าพฤติกรรมนักลงทุนในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
โดยมีความรู้ความเข้าใจในตลาดมากขึ้นและเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วผ่านเทคโนโลยี เช่น ใช้ ChatGPT หรือ AI และในยุคที่แพลตฟอร์มการซื้อขายหาได้ทั่วไป ความแตกต่างจึง อยู่ที่ความแม่นยำของข้อมูลและบทวิเคราะห์ ทำให้โบรกเกอร์ต้องปรับตัวจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการส่งคำสั่งซื้อขาย มาเป็นที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ และที่สำคัญโบรกเกอร์จึงต้องสร้างจุดขายที่คุ้มค่ากับต้นทุนบริการ
“วันนี้นักลงทุนฉลาดเกินที่จะมองเฉพาะค่าคอมแล้ว ต้องมองคำแนะนำ มองหลาย ๆ อย่าง ความสะดวกสบาย เพราะค่าคอมจริงๆ เป็นรายได้ไม่มาก ถ้าโบรกไหนไม่มีพรีเมียมเซอร์วิส ก็ไม่มีจุดขายเลย แพลตฟอร์มมีทุกที่ จุดตัดสินกำไรขาดทุนของโบรกเกอร์ อยู่ที่คำแนะนำดี แนะนำถูก คนก็ไปใช้ตรงนั้น”
นอกจากนี้ มองว่าแรงหนุนจากโครงการ TISA จ่อคลอดในเดือนก.ย.นี้ จะช่วยกระตุ้นการซื้อขายหุ้นกลุ่มขนาดใหญ (Big Cap) และหุ้นปันผลรวมถึงการดึงเม็ดเงินไทยกลับบ้าน จากการผลักดันนโยบายจูงใจให้คนไทยที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น หุ้น Nvidia นำกำไรกลับมาลงทุนในประเทศ จะกลายอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเข้ามาเติมสภาพคล่องเพิ่มปริมาณธุรกรรมและสร้างรายได้ใหม่ ๆ ทำให้ธุรกิจโบรกเกอร์กลับมา “Enjoy อีกครั้งหนึ่ง” ในระยะยาวได้
“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในปีนี้ “ธุรกิจโบรกเกอร์” มีสัญญาณ “ฟื้นตัว” ที่ชัดเจนเทียบปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยของตลาดที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างนัยสำคัญ โดยปกติแล้วหากวอลลุ่มซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเกินกว่า 50,000 ล้านบาท จะเป็นระดับที่ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่สามารถ “ก้าวข้ามจุดคุ้มทุน” และมี “ผลกำไรเป็นบวก” ได้สะท้อนในช่วงครึ่งปีแรกพบวอลลุ่มซื้อขายเฉลี่ยอยู่ในระดับประมาณ 62,000 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อผลประกอบการของกลุ่มโบรกเกอร์
“เชื่อกำไรธุรกิจโบรกเกอร์ ควรจะกลับมาเป็นบวก เพราะว่าเท่าที่เคยศึกษากันดู ถ้ายอดวอลลุ่มเฉลี่ยเกิน 50,000 ล้านบาท ขึ้นไป ก็น่าจะเป็นจุดที่ทุกคนสามารถทะลุจุดคุ้มทุนขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับธุรกิจวาณิชธนกิจ (IB) คาดจะฟื้นตัวตามสภาพตลาด เมื่อความเชื่อมั่นกลับมา ธุรกิจ IB ก็จะกลับมาเป็นวงจรเดียวกัน”
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของแต่ละบริษัทอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ “โครงสร้างธุรกิจ” ของแต่ละแห่งว่ามีการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ มากน้อยเพียงใด เช่น รายได้ประจำ (Recurring Income), ธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงิน, การบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) หรือพอร์ตการลงทุนของบริษัทเองก็ตาม
นอกจากนี้ ยังมองว่า “เทรนด์การควบรวมกิจการ” (M&A) ในอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในภาวะที่วอลลุ่มตลาดมีความผันผวนและไม่นิ่ง หากตลาดกลับไปอยู่ในภาวะซบเซาอีก ดังนั้น การปรับโครงสร้างธุรกิจของโบรกเกอร์ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำกันอยู่
“อารภัฏ สังขรัตน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) หรือ MST เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกปี 2569 มีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 82.97 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเติบโตกว่า 37 เท่า เทียบงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 2.19 ล้านบาท ผลงานครึ่งปีแรกเติบโตเกือบเท่าตัว มีกำไรสุทธิ 258.70 ล้านบาท เติบโต 93.23% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 133.88 ล้านบาท
โดยปัจจัยบวกที่ผลักดันการเติบโต รายได้ค่านายหน้าพุ่งในงวด 6 เดือนแรก “รายได้ค่านายหน้า”เพิ่มขึ้น 47.67% อยู่ที่ 658.77 ล้านบาท ปัจจัยหลักจากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มขึ้นจาก 41,855.61 ล้านบาทต่อวัน เป็น 65,931.08 ล้านบาทต่อวัน เพิ่มขึ้น 57.52% ซึ่งสอดคล้องกับมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยของลูกค้า MST เพิ่มขึ้นถึง 87.17% ซึ่ง “ค่าธรรมเนียม” และ “บริการโตแกร่ง” ซึ่งรายได้ส่วนนี้ในงวดครึ่งแรกเพิ่มขึ้น 1.2 เท่า เป็น 110.47 ล้านบาท โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่เพิ่มขึ้น 51.44 ล้านบาท รวมถึงค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์และที่ปรึกษาทางการเงินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน



