โบรกชี้หุ้นไทยยังไม่เสี่ยงซ้ำรอยเกาหลีใต้ เหตุการใช้เลเวอเรจและบัญชีมาร์จินอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่แรงซื้อส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยเงินทุนต่างชาติและ Program Trading ทำให้โอกาสเกิด Force Sell เป็นวงกว้างยังมีจำกัด
“ตลาดหุ้นเกาหลีใต้” กำลังเผชิญแรงขายรุนแรงจาก “การบังคับขายหลักทรัพย์” (Force Sell) หลังนักลงทุนใช้ “การกู้ยืมเพื่อการลงทุน” (Leverage) สูง จนสร้างแรงกระเพื่อมต่อหุ้นขนาดใหญ่และลุกลามไปทั้งตลาด ส่งผลให้ “หุ้นไทย” ในปัจจุบันถูกจับตามองถึง “ความแข็งแกร่ง” และ “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้นตามรอย “หุ้นเกาหลีใต้” โดยเฉพาะประเด็นการใช้ “บัญชีมาร์จิน” (Margin) ของนักลงทุนรายย่อย หลังมูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับทะลุ 50,000 ล้านบาท จนไปถึงระดับ “แสนล้านบาท”
“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โครงสร้าง “ตลาดหุ้นไทย” ในปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง และไม่อยู่ในโซนอันตรายเหมือน “ตลาดหุ้นเกาหลีใต้” เนื่องจากปริมาณการใช้ Leverage ในระบบ “ลดลง” อย่างมีนัยสำคัญเทียบกับอดีต
แม้ปริมาณซื้อขายหุ้นไทยจะพุ่งสูงถึงระดับ “แสนล้านบาท” แต่พบว่าไม่ได้เกิดจากการขับเคลื่อนด้วย “บัญชีมาร์จิน” เป็นหลัก จากข้อมูลระบุว่า พฤติกรรมนักลงทุนไทยเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากภาวะหุ้นไทยที่ค่อนข้าง “ซบเซา” ส่งผลให้นักลงทุน ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ จาก “เก็งกำไรระยะสั้น” มาเป็นการซื้อและถือครองเพื่อลงทุนระยะยาวแทน ขณะที่ธุรกิจโบรกยังคงมีความพร้อมให้บริการมาร์จิน แต่ความต้องการใช้มาร์จินจากฝั่ง “ลูกค้า” กลับลดลงตามสภาพการณ์ของตลาด
สำหรับ ปริมาณซื้อขายที่หนาแน่นในระยะหลัง ถูกวิเคราะห์จาก “2 ปัจจัยหลัก” คือ “เงินทุนต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง โดยมียอดสะสมตั้งแต่ต้นปีนี้กว่า 7 หมื่นล้านบาท และบทบาท Program Trading ที่เข้ามามีส่วนสำคัญในระบบสะท้อนสภาพคล่องส่วนใหญ่ไม่ได้มาจาก “เงินกู้ยืมรายย่อย” เหมือนในอดีต
ประเด็นความกังวล “ฟองสบู่” ในกลุ่มอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกนั้น หุ้นไทยเสี่ยงระดับที่ต่ำมากจากโครงสร้างหุ้นไทยยังขาดแคลนกลุ่มเทคโนโลยีและ AI โดยตรง แม้ที่ผ่านมาการขาดหุ้นกลุ่มเติบโตสูงจะถูกมองเป็นข้อเสียที่ทำให้หุ้นไทยไม่น่าดึงดูด แต่ในยามที่โลกเผชิญความเสี่ยงภาวะฟองสบู่เทคโนโลยี การที่หุ้นไทยไม่มีความหวือหวาในกลุ่มนี้กลับกลายเป็นโชคดีที่ช่วยสร้าง “เกราะป้องกันความเสี่ยง” ให้กับนักลงทุนไทยเป็นอย่างดี
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ความกังวลว่าตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญสถานการณ์การบังคับขายหลักทรัพย์ (Force Sell) รุนแรงเช่นเดียวกับตลาดหุ้นเกาหลีใต้นั้น มองว่าปัจจัยพื้นฐานและโครงสร้างตลาดของทั้งสองประเทศมีความแตกต่างกัน ทำให้โอกาสเกิดแรงขายแบบลูกโซ่ในหุ้นไทยยังอยู่ใน “ระดับจำกัด”
ประเด็นแรก ระดับการใช้ Leverage โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้พบมีนักลงทุนจำนวนมากใช้มาร์จินรวมถึงลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ที่มี
Leverage สูง เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลงรวดเร็วจึงเกิดการบังคับขายและเร่งให้แรงขายรุนแรงขึ้น
ขณะที่ หุ้นไทยระดับกู้ยืมเพื่อลงทุนไม่ได้อยู่ในภาวะผิดปกติ และสัดส่วนซื้อขายใน Single Stock Futures ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มี Leverage เทียบกับมูลค่าซื้อขายหุ้นใน SET100 อยู่ที่ราว 6% เท่านั้น ถือว่ายังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล
อีกปัจจัยสำคัญการกระจุกตัวหลักทรัพย์ที่ใช้มาร์จิน โดยเกาหลีใต้ใช้เงินกู้กระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว โดยเฉพาะ Samsung และ SK Hynix ส่งผลให้เมื่อหุ้นทั้งสองตัวปรับตัวลง จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อทั้งตลาดได้รวดเร็ว
ในทางกลับกัน การใช้มาร์จินในหุ้นไทยกระจายอยู่ในหุ้นหลายกลุ่ม หากเกิดปัญหาในหุ้นบางตัวก็มีโอกาสน้อยที่จะลุกลามเป็นแรงขายต่อเนื่องไปยังหุ้นอื่น หรือกระทบภาพรวมทั้งตลาด รวมทั้งโครงสร้าง “ผู้เล่น” ในตลาดหุ้นไทยก็เปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันมูลค่าซื้อขายส่วนใหญ่จากต่างชาติราว 60-65% ขณะที่ในประเทศทั้งสถาบันและรายย่อยมีสัดส่วนรวมกันราว 40%
“พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนไทยได้เปลี่ยนจากการใช้มาร์จินแบบเดิมไปสู่ลงทุนผ่านเครื่องมือที่หลากหลายมากขึ้น เช่น หุ้นต่างประเทศ, ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) และ Single Stock Futures ส่งผลให้การพึ่งพาสินเชื่อมาร์จินลดลงต่อเนื่อง”
สะท้อนได้จากรายได้ธุรกิจมาร์จินของบริษัทหลักทรัพย์ช่วงไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ยังต่ำกว่าระดับเมื่อ 4 ปีก่อน แม้หุ้นไทยเริ่มฟื้นตัว ซึ่งสะท้อนการกู้ยืมเพื่อซื้อหุ้นไม่ได้กลับมาอยู่ในระดับสูงเหมือนในอดีต จึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิด Force Sell เป็นวงกว้างหากตลาดเผชิญความผันผวน



