ความเคลื่อนไหว "ตลาดหุ้นไทย" ภาคเช้า ณ วันที่ 31 ก.ค.2569 หุ้นกลุ่มแบงก์ กอดคอบวก นำโดย
- หุ้น KTB บวก 3.51% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 44.25 บาท
- หุ้น LHFG บวก 2.46% เพิ่มขึ้น 0.0.03 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 1.25 บาท
- หุ้น TTB บวก 1.97% เพิ่มขึ้น 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 3.10 บาท
- หุ้น BAY บวก 1.24% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 40.75 บาท
- หุ้น TISCO บวก 1.17% เพิ่มขึ้น 1.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 129.50 บาท
- หุ้น KBANK บวก 0.83% เพิ่มขึ้น 2.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 244.00 บาท
- หุ้น KKP บวก 0.44% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 113.00 บาท
- หุ้น SCB บวก 0.33% เพิ่มขึ้น 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 152.50 บาท
ตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ภาพรวมของหุ้นกลุ่มธนาคารยังคงเป็นหนึ่งในกลุ่มหลักที่น่าสนใจสำหรับการลงทุน โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ทยอยไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านจำนวนโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI ซึ่งทยอยขยายตัวต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลบวกต่อการเติบโตของสินเชื่อภาคธุรกิจ ซึ่งยังเป็นกลุ่มสินเชื่อที่ธนาคารสามารถขยายตัวได้ดี ขณะที่คุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ยังไม่พบสัญญาณที่น่ากังวล
สำหรับ หุ้น KTB วันนี้มีมูลค่าการซื้อขายโดดเด่นเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม สะท้อนความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าหุ้นธนาคาร ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อภาคธุรกิจ
นอกจากนี้ KTB ยังมีจุดเด่นด้านอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รายอื่น รวมถึงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ที่จูงใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
ทั้งนี้ ประเมินว่า KTB มีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลทั้งปีประมาณ 2.52 บาทต่อหุ้น และยังคงมุมมองบวกต่อหุ้น โดยแนะนำว่า หากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นสามารถถือลงทุนต่อเพื่อปล่อยให้กำไรเติบโตตามแนวโน้ม แต่ทว่าหากราคาหุ้นอ่อนตัวลงจะเป็นจังหวะที่เหมาะสมในการทยอยสะสมเพิ่ม เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป



