นักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มผลประกอบการ SIRI ไตรมาส 2/2569 มีแรงหนุนจากการโอนโครงการแนวราบที่มี Backlog รองรับ และการส่งมอบคอนโดมิเนียมใหม่ที่มีมาร์จิ้นสูง แม้กำไรยังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว แต่คาดครึ่งปีหลังจะทยอยฟื้นตัวจากแผนเปิดโครงการใหม่และการรับรู้รายได้จากคอนโดมิเนียมหลายโครงการ ขณะที่จุดเด่นด้านเงินปันผลยังช่วยหนุนความน่าสนใจของหุ้น
นวลพรรณ น้อยรัชชุกร, CISA นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนและทางเทคนิค บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า หุ้น SIRI คาดได้รับปัจจัยหนุนกำไรไตรมาส 2/2569 มาจากการส่งมอบโครงการแนวราบที่มี Backlog รองรับต่อเนื่อง รวมถึงการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมใหม่ในแบรนด์ The Base จำนวน 2 โครงการ ซึ่งมีอัตรากำไรสูง ส่งผลให้ยอดโอนรวมอยู่ที่ 6.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาสก่อน แบ่งเป็นยอดโอนแนวราบ 3.5 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% และคอนโดมิเนียม 2.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 34%
ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายคาดอยู่ที่ 28% เพิ่มขึ้นจาก 25.4% ในไตรมาสก่อน จากสัดส่วนการโอนคอนโดมิเนียมที่มีมาร์จิ้นสูงเข้ามาช่วยผลักดัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2568 คาดว่ากำไรปกติจะลดลง 22% จากยอดโอนที่ลดลง 17% โดยเฉพาะกลุ่มแนวราบที่ได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดชะลอตัว แม้กลุ่มคอนโดมิเนียมจะมีแนวโน้มดีขึ้นก็ตาม นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 29.2% ในปีก่อน จากการแข่งขันด้านราคาและการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนผลิตภัณฑ์ (Product Mix)
สำหรับแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 คาดผลประกอบการจะฟื้นตัวดีขึ้น จากแผนเปิดโครงการใหม่จำนวน 21 โครงการ มูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรกที่เปิดโครงการมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการแนวราบ และจะเปิดจำนวนมากในไตรมาส 4/2569
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมใหม่อีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 1.9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น 5 โครงการในไตรมาส 3/2569 และ 2 โครงการในไตรมาส 4/2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกที่มีมูลค่าโอนเพียง 6.8 พันล้านบาท โดยหลายโครงการใหม่มีอัตรากำไรขั้นต้นมากกว่า 35% ซึ่งจะเป็นแรงหนุนต่อการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลัง
ฝ่ายวิจัยประเมินเบื้องต้นว่า กำไรปกติไตรมาส 3/2569 มีโอกาสเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน จากแนวโน้มธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงยังมีโอกาสรับรู้กำไรพิเศษเพิ่มเติมจากธุรกรรม JV การขายสินทรัพย์ประเภทโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าของบริษัทร่วมทุนกับ Prospect เข้ากอง REIT และผลตอบแทน Earnout จากดีล The Standard
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะได้รับผลตอบแทนจากดีลดังกล่าวรวมทั้งปีประมาณ 15-20 ล้านดอลลาร์ หรือราว 500-600 ล้านบาท โดยเบื้องต้นอาจรับรู้บางส่วนในไตรมาส 2/2569 ประมาณ 100 ล้านบาท และส่วนที่เหลือในไตรมาส 4/2569
เอเซีย พลัส ยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 4.32 พันล้านบาท โดยคาดว่าผลประกอบการครึ่งปีแรกจะคิดเป็นสัดส่วน 42% ของเป้าหมายทั้งปี พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 1.72 บาทต่อหุ้น อิง PER 7 เท่า จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 2-4/2569 ที่ทยอยฟื้นตัว ราคาหุ้นซื้อขายที่ PER ต่ำกว่า 6 เท่า และ PBV ราว 0.5 เท่า
นอกจากนี้ ยังมีจุดเด่นจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่คาดอยู่ในระดับสูงประมาณ 8.6% ต่อปี โดยคาดเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกอยู่ที่ราว 3% ต่อปี ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาหุ้นในระยะต่อไป
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี ประเมินผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง คาดมีกำไรสุทธิ 940 ล้านบาท โดยหากพิจารณากำไรปกติ (Norm. Profit) คาดอยู่ที่ 900 ล้านบาท ลดลง 26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน
การลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนเป็นผลจากยอดโอนกลุ่มโครงการแนวราบ (Low-rise) ที่ชะลอตัวลงเป็นหลัก รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดอยู่ที่ 26.8% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับปกติ จากการแข่งขันด้านราคาผ่านกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย (Price Promotion) ที่อยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์มองว่ากำไรปกติระดับ 900 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูง และยังมีโอกาสสร้างอัพไซด์ หากบริษัทสามารถทยอยรับรู้กำไรจากการขายโรงแรม The Standard ได้ทันภายในไตรมาสนี้
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/2569 คาดกำไรสุทธิจะเติบโตทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน จากแรงหนุนของการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมใหม่ 5 โครงการ มูลค่ารวม 1.12 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดรับรู้รายได้
ทั้งนี้ ประเมินกำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 1.8 พันล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วน 42% ของประมาณการกำไรทั้งปีที่ 4.3 พันล้านบาท ลดลง 5% จากปีก่อน โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลงตามการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม มองว่าความเสี่ยงด้านประมาณการกำไรมีจำกัด เนื่องจากแผนธุรกิจปี 2569 ยังคงมีความเชิงรุกมากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายส่วนแบ่งตลาด (Market Share) และเป็นปัจจัยบวกต่อการเติบโตระยะยาว
บล.กรุงศรี คงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมคงราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 1.80 บาทต่อหุ้น แม้คาดกำไรสุทธิปีนี้อาจลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน แต่ยังมีจุดเด่นจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่คาดอยู่ในระดับสูงราว 8.6% ซึ่งจะช่วยสนับสนุนราคาหุ้นในระยะต่อไป


