ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” วานนี้ (30 ก.ค.2569) อยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน ก่อนมาปิดตลาด 1,598.11 จุด ลดลง 26.36 จุด หรือ 1.62% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 112,047.42 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีทำจุดต่ำสุดที่ 1,587.29 จุด ลดลง 37.18 จุด โดยพบนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,739.41 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 3,424.73 ล้านบาท สถาบัน (กองทุน) 1,191.43 ล้านบาท ส่วนรายย่อยซื้อสุทธิ 6,355.57 ล้านบาท
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ ปรับลดลงอย่างรุนแรง มีปัจจัยหนุนหลักมาจาก ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น Delta ซึ่งเป็นหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโดยตรง โดยราคาปรับตัวลดลงจากระดับ 285 บาท สู่ 266 บาท หรือลดลงกว่า 20 จุด ซึ่งสอดคล้องกระแสเทขายกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง
ประกอบกับมรสุมนอกประเทศและผลกระทบสะสมจากวันหยุด บรรยากาศการลงทุนยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความกังวลสถานการณ์สงครามที่กลับมาตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเกิดความกังวลด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังเป็นอีกปัจจัยลบกดดันตลาดหุ้น
ปัจจัยเหล่านี้กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง 1-2% และส่งอิทธิพลต่อตลาดในภูมิภาค ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการไป 2 วัน ทำให้ต้องมารับผลกระทบจากความผันผวนสะสมทั้งหมดในวันเปิดทำการเพียงวันเดียว
นอกจากนี้ ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ที่มีการเชื่อมโยงไปถึงระบบบัญชีธนาคาร ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยต่อบรรยากาศการลงทุนบ้าง แต่ไม่สามารถระบุขอบเขตของผลกระทบได้อย่างชัดเจน ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการออกมาชี้แจงและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์ คาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับคืนมาได้
แม้ตลาดจะมีความผันผวน แต่สถานการณ์นี้ไม่น่ากังวลจนเกินไป เนื่องจากกำไร บจ.ในไตรมาส 2 นี้ ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดประวัติการณ์ในไตรมาสแรกที่ 3.57 แสนล้านบาท แต่คาดจะยังคงอยู่เหนือระดับ 3 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ที่ 2.7-2.8 แสนล้านบาท ปัจจัยนี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ดัชนีกลับมาทะลุผ่าน 1,600 จุด ได้ไม่ยาก โดยประเมินกรอบแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,580 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ควรหลุดเพื่อรักษาทิศทางการฟื้นตัว และแนวต้านไว้ที่ 1,600 - 1,615 จุด
นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง กล่าวว่า บรรยากาศลงทุนหุ้นไทยวานนี้ ปัจจัยลบกดดันดัชนีอย่างหนัก ทั้งปัจจัยต่างประเทศ นำหนักส่วนใหญ่มาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกที่ปรับตัวลงแรง นำโดย Alphabet (Google) ที่รายงานกระแสเงินสดลดลง สะท้อนถึงการทุ่มเงินลงทุนอย่างหนักจนนักลงทุนเกิดความกังวล สอดรับกับราคาหุ้น DELTA ที่ปรับตัวลดลงอย่างมากยังมีผลกระทบโดยตรงต่อดัชนีหุ้นไทย โดยกดดัชนีร่วงลงถึง 15-20 จุด
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากกระแสข่าวเฟดเริ่มมีเสียงแตกเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย กดดันตลาดหุ้นประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งใทีในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและขยายวงกว้าง จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเริ่มลามมายังทะเลแดง ส่งผลให้เกิดภาวะกังวล แม้จะเริ่มเห็นการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นในประเทศมากขึ้นแต่ยังไม่สามารถทนแรงกดดันต่างประเทศได้
สำหรับประเด็นความกังวลเรื่อง TSD (ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์) มองมีน้ำหนักต่อดัชนีหุ้นไทยน้อยมากและเป็นเพียงปัจจัยเฝ้าระวัง ซึ่งหากภายในช่วง 1 เดือนหลังจากนี้ไม่มีความเสียหายรุนแรงเกิดขึ้น คาดว่าจะไม่ส่งผลให้เกิดแรงขายหุ้นไทยออกมาอย่างหนักแน่นอน
อย่างไรก็ดี ประเมินดัชนีหุ้นไทยย่อตัวหลุด 1,600 จุดในรอบนี้เป็นเพียงการปรับฐานระยะสั้นเท่านั้น หากสถานการณ์สงครามไม่ได้เป็นการปิดช่องแคบแบบถาวรและยังเปิดช่องให้เกิดการเจรจากันอยู่เช่นที่ผ่านมา ดาวน์ไซด์ไม่มากนัก มองแนวรับไว้ที่ 1,550-1,580 จุด
ทั้งนี้ การเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หนุนให้ผลตอบแทนหุ้นไทย ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ปรับเพิ่มขึ้นราว 2.5-3.0% ซึ่งนับเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่ตลาดหุ้นไทยได้รับการอัปเกรดประมาณการกำไร จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยหนุนให้ดัชนีมีโอกาสกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อีกครั้ง โดยประเมินแนวต้านระยะสั้นไว้ที่บริเวณ 1,620-1,650 จุด
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า การปรับตัวลงหุ้นไทยวานนี้ เป็นผลจากการลงไล่หลังตามตลาดหุ้นโลก เนื่องจากหุ้นไทยปิดทำการไป 2 วัน ขณะที่ ตลาดต่างประเทศปรับฐานไปก่อนแล้ว โดยเฉพาะแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้น DELTA และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
ทั้งนี้ หุ้น DELTA เพียงตัวเดียวส่งผลกระทบเชิงลบต่อดัชนี SET อย่างรุนแรง รวมทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะกระทบดัชนีด้วยหรือคิดเป็นมากกว่าครึ่งของการปรับลดลงของดัชนี นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังเผชิญแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นล่วงหน้าก่อนการประกาศผลประกอบการ เมื่อรวมแรงกดดันจากกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ส่งผลให้การปรับตัวลงของดัชนีได้เกือบทั้งหมด ขณะที่หุ้นในบางกลุ่มยังสามารถปรับตัวบวกสวนตลาดได้


