วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ลุ้น‘ดัชนีหุ้นไทย’รีบาวนด์ โบรกชี้ ‘ปรับฐานระยะสั้น’ แรงขาย ‘เดลต้า-สงครามขยายวง’ 

ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” วานนี้ (30 ก.ค.2569) อยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน ก่อนมาปิดตลาด 1,598.11 จุด ลดลง 26.36 จุด หรือ 1.62% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 112,047.42 ล้านบาท โดยระหว่างวันดัชนีทำจุดต่ำสุดที่ 1,587.29 จุด ลดลง 37.18 จุด โดยพบนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,739.41 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 3,424.73 ล้านบาท สถาบัน (กองทุน) 1,191.43 ล้านบาท ส่วนรายย่อยซื้อสุทธิ 6,355.57 ล้านบาท 

ลุ้น‘ดัชนีหุ้นไทย’รีบาวนด์ โบรกชี้ ‘ปรับฐานระยะสั้น’ แรงขาย ‘เดลต้า-สงครามขยายวง’ 

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ ปรับลดลงอย่างรุนแรง มีปัจจัยหนุนหลักมาจาก ปัจจัยพื้นฐานของหุ้น Delta ซึ่งเป็นหุ้นมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดโดยตรง โดยราคาปรับตัวลดลงจากระดับ 285 บาท สู่ 266 บาท หรือลดลงกว่า 20 จุด ซึ่งสอดคล้องกระแสเทขายกลุ่มเทคโนโลยีในตลาดต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง

ประกอบกับมรสุมนอกประเทศและผลกระทบสะสมจากวันหยุด บรรยากาศการลงทุนยังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความกังวลสถานการณ์สงครามที่กลับมาตึงเครียด ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเกิดความกังวลด้านเงินเฟ้อและแนวโน้มธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังเป็นอีกปัจจัยลบกดดันตลาดหุ้น

ปัจจัยเหล่านี้กดดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง 1-2% และส่งอิทธิพลต่อตลาดในภูมิภาค ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปิดทำการไป 2 วัน ทำให้ต้องมารับผลกระทบจากความผันผวนสะสมทั้งหมดในวันเปิดทำการเพียงวันเดียว

นอกจากนี้ ประเด็นความกังวลเกี่ยวกับศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (TSD) ที่มีการเชื่อมโยงไปถึงระบบบัญชีธนาคาร ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยต่อบรรยากาศการลงทุนบ้าง แต่ไม่สามารถระบุขอบเขตของผลกระทบได้อย่างชัดเจน ในช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการออกมาชี้แจงและดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อเร่งแก้ไขสถานการณ์ คาดว่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนกลับคืนมาได้

แม้ตลาดจะมีความผันผวน แต่สถานการณ์นี้ไม่น่ากังวลจนเกินไป เนื่องจากกำไร บจ.ในไตรมาส 2 นี้ ยังมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แม้จะลดลงจากระดับสูงสุดประวัติการณ์ในไตรมาสแรกที่ 3.57 แสนล้านบาท แต่คาดจะยังคงอยู่เหนือระดับ 3 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดเคยประเมินไว้ที่ 2.7-2.8 แสนล้านบาท ปัจจัยนี้จะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ดัชนีกลับมาทะลุผ่าน 1,600 จุด ได้ไม่ยาก โดยประเมินกรอบแนวรับสำคัญไว้ที่ 1,580 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ควรหลุดเพื่อรักษาทิศทางการฟื้นตัว และแนวต้านไว้ที่ 1,600 - 1,615 จุด

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง กล่าวว่า บรรยากาศลงทุนหุ้นไทยวานนี้ ปัจจัยลบกดดันดัชนีอย่างหนัก ทั้งปัจจัยต่างประเทศ นำหนักส่วนใหญ่มาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกที่ปรับตัวลงแรง นำโดย Alphabet (Google) ที่รายงานกระแสเงินสดลดลง สะท้อนถึงการทุ่มเงินลงทุนอย่างหนักจนนักลงทุนเกิดความกังวล สอดรับกับราคาหุ้น DELTA ที่ปรับตัวลดลงอย่างมากยังมีผลกระทบโดยตรงต่อดัชนีหุ้นไทย โดยกดดัชนีร่วงลงถึง 15-20 จุด

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากกระแสข่าวเฟดเริ่มมีเสียงแตกเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย กดดันตลาดหุ้นประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งใทีในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อและขยายวงกว้าง จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซเริ่มลามมายังทะเลแดง ส่งผลให้เกิดภาวะกังวล แม้จะเริ่มเห็นการโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นในประเทศมากขึ้นแต่ยังไม่สามารถทนแรงกดดันต่างประเทศได้

สำหรับประเด็นความกังวลเรื่อง TSD (ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์) มองมีน้ำหนักต่อดัชนีหุ้นไทยน้อยมากและเป็นเพียงปัจจัยเฝ้าระวัง ซึ่งหากภายในช่วง 1 เดือนหลังจากนี้ไม่มีความเสียหายรุนแรงเกิดขึ้น คาดว่าจะไม่ส่งผลให้เกิดแรงขายหุ้นไทยออกมาอย่างหนักแน่นอน

อย่างไรก็ดี ประเมินดัชนีหุ้นไทยย่อตัวหลุด 1,600 จุดในรอบนี้เป็นเพียงการปรับฐานระยะสั้นเท่านั้น หากสถานการณ์สงครามไม่ได้เป็นการปิดช่องแคบแบบถาวรและยังเปิดช่องให้เกิดการเจรจากันอยู่เช่นที่ผ่านมา ดาวน์ไซด์ไม่มากนัก มองแนวรับไว้ที่ 1,550-1,580 จุด

ทั้งนี้ การเติบโตกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หนุนให้ผลตอบแทนหุ้นไทย ตั้งแต่ต้นปีจนถึงตอนนี้ปรับเพิ่มขึ้นราว 2.5-3.0% ซึ่งนับเป็นปีแรกในรอบหลายปีที่ตลาดหุ้นไทยได้รับการอัปเกรดประมาณการกำไร จะเป็นแรงส่งสำคัญที่ช่วยหนุนให้ดัชนีมีโอกาสกลับขึ้นมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อีกครั้ง โดยประเมินแนวต้านระยะสั้นไว้ที่บริเวณ 1,620-1,650 จุด

นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า การปรับตัวลงหุ้นไทยวานนี้ เป็นผลจากการลงไล่หลังตามตลาดหุ้นโลก เนื่องจากหุ้นไทยปิดทำการไป 2 วัน ขณะที่ ตลาดต่างประเทศปรับฐานไปก่อนแล้ว โดยเฉพาะแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้น DELTA และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย

ทั้งนี้ หุ้น DELTA เพียงตัวเดียวส่งผลกระทบเชิงลบต่อดัชนี SET อย่างรุนแรง รวมทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะกระทบดัชนีด้วยหรือคิดเป็นมากกว่าครึ่งของการปรับลดลงของดัชนี นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารยังเผชิญแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นล่วงหน้าก่อนการประกาศผลประกอบการ เมื่อรวมแรงกดดันจากกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ส่งผลให้การปรับตัวลงของดัชนีได้เกือบทั้งหมด ขณะที่หุ้นในบางกลุ่มยังสามารถปรับตัวบวกสวนตลาดได้