วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ภาษีสหรัฐ’กระทบหุ้นไทยจำกัด โบรกชู‘กลุ่มอาหาร’เด่น อานิสงส์บาทอ่อน

มาตรการภาษีการค้าของสหรัฐยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ “ตลาดการเงินทั่วโลก” จับตา แต่ผลกระทบต่อ “ประเทศไทย” ยังไม่รุนแรง เนื่องจากความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ขณะที่หลายกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามใกล้ชิด

‘ภาษีสหรัฐ’กระทบหุ้นไทยจำกัด โบรกชู‘กลุ่มอาหาร’เด่น อานิสงส์บาทอ่อน

“กรรณ์ หทัยศรัทธา”, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อไทยยังอยู่ใน “ระดับจำกัด” ประเมินปัจจัยดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวม “เศรษฐกิจ” และ “หุ้นไทย”

โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ส่วนต่างอัตราภาษีของไทยกับประเทศคู่แข่งที่ยังอยู่ในระดับต่ำ การได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 301 ของสินค้าส่งออกจำนวนมาก ความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมไทยที่ยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการลงทุนด้าน AI

“แม้อัตราภาษีของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 12.5% ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งอยู่ที่ราว 10% แต่ส่วนต่างเพียง 2.5% ถือว่าไม่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันผู้ส่งออกไทย”

ขณะเดียวกัน สินค้าส่งออกไทยจำนวนมากยังได้รับยกเว้นภาษีภายใต้มาตรา 301 โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นมากกว่า 60% ของสินค้าทั้งหมด ส่งผลให้ภาษีที่ถูกจัดเก็บจริงครอบคลุมสินค้าไม่ถึงครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐ

นอกจากนี้ ภาคอุตสาหกรรมของไทย โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีแนวโน้มเติบโตในช่วงครึ่งหลังจากการลงทุนด้าน AI, Data Center และกลุ่มผู้ให้บริการ Hyperscaler ที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งไทยยังคงเป็นส่วนหนึ่งห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

ด้านกลยุทธ์ลงทุน แนะนำให้น้ำหนัก หุ้นอาหารส่งออก ได้แก่ TFG, BTG และ GFPT ซึ่งได้รับประโยชน์จากราคาเนื้อสัตว์ที่แข็งแกร่ง และได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีค่อนข้างจำกัด

“พิริยพล คงวาณิช” ผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์พื้นฐาน สายงานวิจัย บล.บัวหลวง กล่าวว่า ผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าสหรัฐ เช่น มาตรา 301 ต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทยอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากนักลงทุนได้รับรู้ปัจจัยดังกล่าวและสะท้อนเข้าสู่ราคาหุ้นไปพอสมควรแล้ว ในอดีตอัตราภาษีเคยปรับขึ้นไปอยู่ในระดับประมาณ 19-20% แต่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 10-12% และประเมินในระยะข้างหน้าอัตราภาษีไม่น่าจะกลับไปอยู่ในระดับสูงใกล้ 20% อีกครั้ง จึงช่วยลดแรงกดดันต่อภาคธุรกิจเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปรับตัวรองรับผลกระทบไว้ล่วงหน้า ทั้งการบริหารโครงสร้างต้นทุน การเจรจาแบ่งภาระภาษีกับคู่ค้า รวมถึงทยอยปรับราคาสินค้าใหม่ เพื่อรักษาอัตรากำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ด้านความสามารถในการแข่งขัน หากเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่าง เวียดนาม ไทยยังได้รับผลกระทบจากภาษีในระดับใกล้เคียงกัน โดยหากส่วนต่างอัตราภาษีระหว่างไทยกับคู่แข่งอยู่เพียง 0-2% จะถือว่ามีผลกระทบจำกัด แต่หากส่วนต่างขยายเกิน 5% จึงจะเริ่มส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ

“อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล” ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ผลกระทบจากมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐภายใต้มาตรา 301 ที่ประกาศล่าสุด ยังอยู่ในวงจำกัด จากอัตราภาษีไทยอยู่ในระดับประมาณ 10-12.5% ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากประเทศคู่แข่ง อีกทั้งสินค้าเรือธงไทย โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กฯ ส่วนใหญ่ยังได้รับยกเว้นภาษี จึงยังไม่เห็นแรงกดดันต่อส่งออก

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือการขย ายขอบเขตการบังคับใช้มาตรา 301 ไปสู่การตรวจสอบในประเด็นอื่น นอกเหนือจากเรื่องแรงงาน โดยเฉพาะการไต่สวนกรณี กำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ตลาดทั่วโลกจับตา

หากสหรัฐเดินหน้าตรวจสอบในประเด็นดังกล่าว อาจนำไปสู่การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมหรือภาษีซ้ำซ้อน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลมากกว่าประเด็นภาษีด้านแรงงานในปัจจุบัน โดยคาดภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า จะเริ่มเห็นความชัดเจนของแนวทางการดำเนินการมากขึ้น และไทยเองก็มีโอกาสได้รับผลกระทบ หากถูกพิจารณาอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน หากความตึงเครียดทางการค้าโลกเพิ่มขึ้น อาจกดดันเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อธนาคารชะลอลง และเพิ่มความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์