"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (30 ก.ค.2569) ปิดตลาดที่ 1,598.11 จุด ปรับตัวลง 26.36 จุด หรือ 1.62% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,616.06 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,587.29 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 112,047.42 ล้านบาท
หุ้นไทยวันนี้ ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1 DELTA ราคาปิด 264.00 บาท ลดลง 21.00 บาท หรือ 7.37% มูลค่าซื้อขาย 11,119.74 ล้านบาท
2 TRUE ราคาปิด 14.60 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท หรือ 5.04% มูลค่าซื้อขาย 8,388.14 ล้านบาท
3 KBANK ราคาปิด 39.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าซื้อขาย 5,884.10 ล้านบาท
4 KTB ราคาปิด 42.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.72% มูลค่าซื้อขาย 4,879.70 ล้านบาท
5 GULF ราคาปิด 65.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.77% มูลค่าซื้อขาย 4,817.96 ล้านบาท
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในวันที่ 30 ก.ค.2569 เป็นผลจากการลงไล่หลังตามตลาดหุ้นโลก เนื่องจากตลาดหุ้นไทยปิดทำการไป 2 วัน ขณะที่ตลาดต่างประเทศปรับฐานไปก่อนแล้ว โดยเฉพาะแรงขายในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้น DELTA และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
ทั้งนี้ หุ้น DELTA เพียงตัวเดียวส่งผลกระทบเชิงลบต่อดัชนี SET อย่างรุนแรง รวมทั้งกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์จะกระทบดัชนีด้วยหรือคิดเป็นมากกว่าครึ่งของการปรับลดลงของดัชนี
นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มธนาคารยังเผชิญแรงขายทำกำไร หลังราคาปรับขึ้นล่วงหน้าก่อนการประกาศผลประกอบการ เมื่อรวมแรงกดดันจากกลุ่มธนาคารและอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ส่งผลให้การปรับตัวลงของดัชนีได้เกือบทั้งหมด ขณะที่หุ้นในบางกลุ่มยังสามารถปรับตัวบวกสวนตลาดได้
อย่างไรก็ตาม มองว่าดาวน์ไซด์ของตลาดหุ้นไทยเริ่มจำกัด เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนและประคองกำไรต่อหุ้น หรือ EPS ของตลาดโดยรวมให้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น
นอกจากนี้ โครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีไม่สูงเท่าตลาดต่างประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบจากการปรับฐานของหุ้นเทคโนโลยีน้อยกว่า ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังมีแนวโน้มทรงตัวจนถึงสิ้นปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากปัจจัยด้านนโยบายการเงิน
"สำหรับมูลค่าการซื้อขายหุ้นไทยที่แตะกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นไปตามคาด หลังตลาดปิดทำการ 2 วัน ทำให้คำสั่งซื้อขายสะสม ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยช่วงก่อนหน้าก็อยู่ในระดับราว 9 หมื่นล้านบาท ซึ่งแรงขายหลักมาจากนักลงทุนต่างชาติที่ปรับพอร์ตตามการปรับฐานของตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ไทย โดยเฉพาะ DELTA ที่ร่วง 8-9% กดดัชนีมากกว่าครึ่งของการปรับตัวลงทั้งหมด หากตัดผลกระทบจากกลุ่มนี้ออก ภาพรวมตลาดยังทรงตัว"
ขณะที่กลยุทธ์การลงทุน แนะนำว่านักลงทุนที่ถือเงินสดในสัดส่วนสูงสามารถทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนได้ โดยมองว่าดัชนีที่ปรับตัวหลุดระดับ 1,600 จุดลงมา ทำให้ระดับมูลค่าหุ้นเริ่มมีความน่าสนใจ
ทั้งนี้ ในช่วงที่ความผันผวนยังสูง การเลือกหุ้นรายตัวอาจทำได้ยาก แนะนำให้ลงทุนผ่านกองทุนหรือผลิตภัณฑ์ที่อ้างอิงดัชนีเพื่อลดความเสี่ยงจากการเลือกหุ้นรายตัว ขณะที่ผู้ที่ต้องการรอความชัดเจน สามารถรอให้การประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกทยอยเสร็จสิ้น หรือรอให้สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มีความชัดเจนมากขึ้น ก่อนตัดสินใจลงทุน


