วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม 2569

Login
Login

โบรกชี้หุ้นไทยเปิดทำการรับแรงกระแทก "ดอกเบี้ยสูง-น้ำมันพุ่ง-AI สะดุด"

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการวันนี้ต้องเตรียมรับแรงกระแทกจากปัจจัยกดดันรอบด้าน หลังจากปิดทำการไป 2 วัน โดยตลาดหุ้นโลกในช่วงที่ผ่านมาเผชิญภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) อย่างรุนแรง ท่ามกลาง 3 ปัจจัยลบหลัก ได้แก่ นโยบายการเงินที่ตึงตัวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED), สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่บานปลาย และการปรับฐานอย่างหนักของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI
 

1. ดอกเบี้ยสูง: สัญญาณ FED เหยี่ยวขึ้น-บอนด์ยีลด์พุ่งทุบหุ้นเทคฯ แม้ว่าการประชุม FED ล่าสุดในเดือน ก.ค. 69 จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% แต่อัตราเงินเฟ้อยังคงมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ FED ส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) มากกว่าที่ตลาดคาด โดยมีกรรมการถึง 3 รายโหวตสวนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เป็น 4.0% และเครื่องมือ FedWatch Tool ได้ให้น้ำหนักสูงถึง 57% ที่ FED อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมรอบถัดไป ปัจจัยตึงตัวดังกล่าวหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.21% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.68% กดดันมูลค่า (Valuation) ของหุ้นเติบโตและหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. น้ำมันพุ่ง: วิกฤตตะวันออกกลางส่อเค้าบานปลาย สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มขยายวงกว้างจากคู่ขัดแย้งหลักอย่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน ไปสู่สงครามภูมิภาคเต็มรูปแบบ โดยครอบคลุมพื้นที่การเผชิญหน้าทั้งในสหรัฐฯ, อิหร่าน, ซาอุดีอาระเบีย, อิรัก และกลุ่มเยเมน (ฮูตี) ขณะที่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงชะงักงันและการเจรจาผ่านโอมานหยุดชะงักลง ความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานที่ตึงตัวส่งผลดันราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นทะลุระดับ 90.74 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยเร่งเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตทั่วโลกต่อไป

3. AI สะดุด: ตลาดเทคฯ โลกปรับฐานรุนแรง ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงเทขายหนัก โดยดัชนี NASDAQ 100 ปรับตัวลดลงเกิน 10% ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา และหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ร่วงลงเฉลี่ยถึง 25% จากความกังวลเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน (AI Spending) และผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของบางบริษัทที่ออกมาต่ำกว่าคาด นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังดิ่งลงแรงถึง -16.2% และตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับฐานลงกว่า -5.4%

ทั้งนี้ จับตาสัญญาณเงินทุนไหลเข้ากลุ่ม TIP ลุ้นหุ้นไทยฟื้นตัวย้อนหลัง (Catch-up Buy) อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางแรงเทขายในฝั่งสหรัฐฯ และเอเชียเหนือ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส พบสัญญาณบวกจากการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Sector & Regional Rotation) โดยผู้จัดการกองทุนต่างชาติได้โยกย้ายเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีในเอเชียเหนือ เข้าสู่ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือกลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์) ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีต่ำกว่าและปลอดภัยกว่า
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสได้รับแรงซื้อย้อนหลัง (Catch-up Buy) เนื่องจากมี Valuation ที่โดดเด่นและปลอดภัย ทั้งในมิติของ PE, PBV และส่วนต่างผลตอบแทน (Market Earning Yield Gap) ประกอบกับได้รับปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยประเมินแนวรับแรกของ SET Index วันนี้ไว้ที่ระดับ 1,615 จุด อย่างไรก็ดี แนะนำให้ระมัดระวังความผันผวนของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศ เช่น DELTA ที่อาจปรับตัวลงตามทิศทางหุ้นเทคฯ โลก

กลยุทธ์การลงทุน: เน้น "ตั้งรับ" ชู 3 หุ้นเด่นไทย และ 2 หุ้นยักษ์โลก บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์เน้นการตั้งรับโดยเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น หรือได้อานิสงส์จากแนวโน้มดอกเบี้ยทรงตัวสูง:

•  PTTEP (Prime Pick): ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะสงคราม พร้อมคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/69 เติบโตโดดเด่นและมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูง

• KTB (Prime Pick): ได้ประโยชน์จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง (Higher for Longer) ช่วยหนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) และมีฐานะสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง

• SJWD (Prime Pick): แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง (2H69) ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน และราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น (Upside) สูง
สำหรับพอร์ตการลงทุนต่างประเทศ (Global Gem) แนะนำเก็งกำไรผ่านตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ได้แก่:

• SBUX80 (Starbucks Corp): รายงานรายได้ไตรมาส 3 ปีบัญชี 2026 แข็งแกร่งที่ 9.32 หมื่นล้านดอลลาร์ และ EPS เติบโตถึง +70% YoY อยู่ที่ 0.85 ดอลลาร์ จากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4

• BYDCOM80 (BYD): ได้แรงหนุนจากยอดส่งมอบรถยนต์ในเดือน ก.ค. ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังจากการเปิดตัวรถยนต์โมเดลใหม่ในตลาด
(เพิ่มเติมด้านเทคโนโลยี: ติดตามผลประกอบการของ MICROSOFT (MSFT80) ที่รายงานงบไตรมาส 4 แข็งแกร่ง โดยเฉพาะรายได้จากธุรกิจ Cloud ที่เติบโตเร่งตัวขึ้นถึง +32% YoY แตะระดับ 3.93 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะส่ง Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ระดับโลกอย่าง Magnificent 7 ต่อไป)