วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ดาวโจนส์พุ่งกว่า 500 จุด รับราคาน้ำมันร่วง นักลงทุนขายหุ้นชิป

ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นมากกว่า 500 จุดหลังราคาน้ำมันดิบร่วงลงต่อเนื่อง นักลงทุนหมุนเงินออกจากหุ้นชิปไปลงทุนภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม ส่งผลให้แนสแด็กปิดลบ

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ดีดตัวขึ้นในวันอังคาร (29 ก.ค. 69) ได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง และการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ไปยังกลุ่มอื่นในตลาด

 

ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 537.24 จุด หรือ 1.03% ปิดที่ 52,747.32 จุด ทำสถิติปิดบวกต่อเนื่องเป็นวันที่สาม หุ้นเชอร์วิน-วิลเลียมส์  (Sherwin-Williams) พุ่งขึ้น 8% หลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ดีกว่าคาด ช่วยหนุนดัชนีให้ปรับตัวขึ้น ส่วนยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มอย่างโคคา-โคลาพุ่ง 5% หลังทั้งรายได้และกำไรออกมาดีกว่าคาด พร้อมปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งปี ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.21% ปิดที่ 7,428.78 จุด

ด้านดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.22% ปิดที่ 24,876.91 จุด หุ้นกลุ่มชิปตามหลังตลาด โดยกองทุน ETF กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ VanEck Semiconductor (SMH) ร่วงมากกว่า 3% และปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ ขณะที่หุ้นไมครอนและ AMD ร่วงลงมากกว่า 8%

  • ราคาน้ำมัน WTI ต่ำกว่า 80 ดอลลาร์

ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยพยุงตลาด หลังมีรายงานว่าอิหร่านหารือประเด็นช่องแคบฮอร์มุซกับซาอุดีอาระเบียและโอมาน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ร่วงลงราว 4% ปิดที่ 79.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ Brent ร่วง 4.8% ปิดที่ 84.09 ดอลลาร์

  • นักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นกลุ่มชิป

การเคลื่อนไหวของตลาดสะท้อนถึงการหมุนเวียนเงินลงทุนในวงกว้างที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้หุ้นในภาคเศรษฐกิจดั้งเดิม (old-economy) ได้รับแรงหนุน ในขณะที่หุ้นเทคโนโลยีที่เคยพุ่งแรงกลับถูกขายทำกำไร

 

กองทุน Technology Select Sector SPDR (XLK) ร่วงลงมาทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ในขณะเดียวกัน กองทุน State Street Health Care Select Sector SPDR (XLV) และกองทุน Financials ETF (XLF) พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้แรงหนุนหลักจากหุ้นกลุ่มประกันภัย

“นี่เป็นการหมุนเวียนเงินลงทุนที่ค่อนข้างกว้าง” รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักกลยุทธ์การลงทุนจาก Baird กล่าวกับซีเอ็นบีซี “แรงโมเมนตัมที่กำลังคลายตัวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาราว 6–8 สัปดาห์แล้ว และเกี่ยวข้องกับปัจจัยเชิงเทคนิคของตลาดมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน”

 

อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าการหมุนเงินเข้าสู่หุ้นกลุ่มวัฏจักรและกลุ่มที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย เช่น กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็น (consumer discretionary) จะยังขึ้นอยู่กับว่าราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ยจะทรงตัวใกล้ระดับปัจจุบันได้หรือไม่

 

“มันยากที่จะฟันธงว่าหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคไม่จำเป็น กลุ่มการเงิน หรือกลุ่มอุตสาหกรรมจะยังคงมีแรงซื้อเข้ามาต่อ หากอัตราดอกเบี้ยทั้งเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังปรับตัวสูงขึ้น และราคาน้ำมันกำลังมุ่งหน้าไปแถว ๆ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล” เมย์ฟิลด์กล่าว

 

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีกำหนดประกาศมติอัตราดอกเบี้ยในวันพุธ นักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้เท่าเดิม แต่ต้องการความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับแนวทางนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ตามข้อมูลจากเครื่องมือติดตามเฟด CME FedWatch ล่าสุด ตลาดฟิวเจอร์สของดอกเบี้ยระบุว่ามีการคาดการณ์เพิ่มโอกาสในการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนกันยายน

 

ผลประกอบการของหุ้นเทคโนโลยียังคงเป็นประเด็นหลักของนักลงทุนในสัปดาห์นี้ ขณะที่เทรดเดอร์รอติดตามผลประกอบการจาก Amazon, Apple, Meta Platforms และ Microsoft

 

 

 

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในวันอังคาร โดยได้แรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นกลุ่มสารกึ่งตัวนำ (เซมิคอนดักเตอร์) ไปยังหุ้นกลุ่มอื่นๆ ของตลาด