ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เดินหน้าปราบปรามขบวนการหลอกลวง ลงทุนออนไลน์ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับกุมหญิงวัย 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับหลายคดี ซึ่งถูกระบุว่าเป็นเจ้าของบัญชีม้าที่ใช้รับโอนเงินจากผู้เสียหายในคดีหลอกลงทุนหุ้น และคริปโทฯ
จากการตรวจสอบ พบมี ประวัติพัวพันคดีลักษณะเดียวกันหลายพื้นที่ รวมมูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย
ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) ร่วมกัน จับกุม น.ส.นงนภัสฯ อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 101/2569 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 และหมายจับศาลอาญา ที่ 4543/2567 ลงวันที่ 18 กันยายน 2567 ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน (บัญชีม้า)” โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวได้ที่ บริเวณจุดจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้า ถนนพหลโยธิน ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือนตุลาคม 2566 ผู้เสียหายในพื้นที่อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ได้ถูกกลุ่มมิจฉาชีพแนะนำให้รู้จักบัญชีเฟซบุ๊กและไลน์ที่อ้างตัวว่าเป็น "อาจารย์แม็ก" ชักชวนและสอนขั้นตอนการลงทุนเล่นหุ้น โดยมีการโฆษณาอ้างว่าจะได้รับผลกำไรตอบแทนในอัตราที่สูงมาก จากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพได้สร้างเงื่อนไขหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินค่าครู ค่าลงทุน ค่าภาษี รวมถึงค่าธรรมเนียมต่างๆ เข้าไปยังกลุ่มบัญชีม้าของขบวนการหลายครั้ง รวมเป็นเงินกว่า 210,966.80 บาท
แต่เมื่อผู้เสียหายประสงค์จะถอนเงินออกจากระบบ กลับถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจนกระทั่งรู้ตัวว่าถูกหลอก จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบทราบว่า น.ส.นงนภัสฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ้าของบัญชีม้าที่รับโอนเงิน กำลังเดินทางมาจากต่างจังหวัดเข้าสู่กรุงเทพมหานครโดยใช้รถโดยสารสาธารณะ จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณจุดจอดรถหน้าห้างสรรพสินค้าดังกล่าว จนกระทั่งพบตัวผู้ต้องหารายนี้และเข้าจับกุมได้สำเร็จ
จากการตรวจสอบประวัติในระบบ CRIMES เพิ่มเติม พบว่าผู้ต้องหาเคยก่อคดีพัวพันในลักษณะเดียวกันและมีหมายจับติดตัวอีกหลายท้องที่ ประกอบด้วย คดีของ สภ.เวียงชัย จังหวัดเชียงราย ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน จากกรณีหลอกเทรดเหรียญผ่านเว็บไซต์ Coincheck มูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,459,775 บาท และคดีของ สน.พญาไท ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จฯ จากกรณีหลอกเทรดเหรียญ Bitstamp ความเสียหายรวมกว่า 200,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีประวัติคดีลักทรัพย์สายไฟในเคหสถานในพื้นที่ สน.ลาดพร้าว อีกด้วย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวน สภ.คูคต เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่ให้การปฏิเสธในส่วนของพฤติการณ์การกระทำความผิด โดยอ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีแต่อย่างใด
ผลการปฏิบัติภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ., พ.ต.อ.ชัยฏิภูมิ อำนวยชัย ผกก.5 บก.ปพ. ได้สั่งการให้ สว. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปพ. ดำเนินการ


