การลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาทิศทางของ AI หลังตลาดเริ่มให้ความสำคัญกับผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงจากราคาพลังงานและกำแพงภาษียังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ทยอยฟื้นตัว และแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศ
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ กรรมการผู้จัดการ, Chief Commercial Officer บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (InnovesX) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ปัจจุบัน AI ยังคงเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญของโลก ไม่ต่างจากการเกิดขึ้นของไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ต ซึ่งจะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เปลี่ยนไปจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือมุมมองของนักลงทุน โดยก่อนหน้านี้เพียงบริษัทประกาศลงทุนด้าน AI ราคาหุ้นก็สามารถปรับตัวขึ้นได้ทันที แต่ปัจจุบันตลาดให้ความสำคัญกับคำถามที่ว่า การลงทุนมหาศาลดังกล่าวจะสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้เมื่อใด และกระแสเงินสดของบริษัทจะรองรับการลงทุนระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
เขากล่าวว่า ความกังวลดังกล่าวทำให้หุ้นเทคโนโลยีบางกลุ่มเผชิญแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะบริษัทที่มีระดับมูลค่าหุ้น ค่อนข้างแพง ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มเติบโตโดยตรง
แม้จะมีแรงกดดันระยะสั้น แต่เชื่อว่าโอกาสการลงทุนยังอยู่ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวของระบบ AI ไม่ว่าจะเป็นData Center ระบบ Cloud ระบบไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เครือข่ายสื่อสาร และระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ โดยมองว่าธีมดังกล่าวจะยังเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2573
เชื่อไทยรับมือวิกฤตพลังงานได้ดี ภาษีสหรัฐกระทบจำกัด
สำหรับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงาน นายพิชัยประเมินว่า แม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นแตะระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประเทศไทยมีความพร้อมมากกว่าหลายปีก่อน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างแหล่งนำเข้าน้ำมันของกลุ่ม ปตท. ที่ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางจากราว 70% เหลือประมาณ 30% พร้อมกระจายการนำเข้าจากภูมิภาคอื่น เช่น แอฟริกาเหนือ ส่งผลให้มีความมั่นคงด้านพลังงานและการบริหารสต็อกน้ำมันมากขึ้น
ส่วนมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐ มองว่าเป็นอุปสรรคทางการค้ามากกว่าจะพัฒนาเป็นสงครามการค้ารอบใหม่ แม้ไทยอาจเสียเปรียบจากอัตราภาษีที่สูงกว่าคู่แข่งเล็กน้อย แต่สินค้าส่งออกสำคัญอย่างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังได้รับการยกเว้นภาษี ขณะที่ผลกระทบจะเกิดกับสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น น้ำมันปาล์มและยางพาราเป็นหลัก
ต่างชาติเริ่มกลับมามองหุ้นไทย รับแรงหนุนรัฐ-ลงทุน Data Center
นายพิชัยกล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นสำนักวิเคราะห์ต่างประเทศปรับเพิ่มมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น สะท้อนว่าตลาดไทยกำลังกลับเข้าสู่ความสนใจของนักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ที่จะช่วยชดเชยผลกระทบจากปัจจัยภายนอก รวมถึงการส่งเสริมการลงทุนผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีมูลค่าคำขอรับส่งเสริมทะลุ 1 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ โครงการ Thailand Fast Plus ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติสามารถลงทุนในโครงการ Data Center ได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ไทยมีโอกาสได้รับเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสขยายตัวได้ราว 2% ซึ่งถือเป็นระดับที่สามารถสนับสนุนการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนได้
แนะกระจายพอร์ต ไม่ All in เปิด 2 ธีมหุ้นเด่น
ด้านกลยุทธ์การลงทุน นายพิชัยแนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงการลงทุนแบบ "All in" หรือ "All out" แต่ควรใช้แนวคิด Alter Portfolio หรือการกระจายการลงทุนเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต
ธีมแรก Laggard & Earnings Play เน้นหุ้นที่ราคาปรับขึ้นช้ากว่าตลาด แต่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง และคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะออกมาดี ได้แก่ ADVANC, CPN, GULF และ PR9
ส่วนธีมที่สอง หุ้นที่ต่างชาติถือครองต่ำ ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี SET50 ที่สัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ได้แก่ BEM, CPALL, HMPRO, MTC, TRUE และ TU โดยมองว่าหากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลกลับ หุ้นกลุ่มนี้มีโอกาสได้รับประโยชน์มากกว่าตลาด
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้นักลงทุนหลีกเลี่ยงหุ้น OR ในระยะสั้น เนื่องจากความเสี่ยงที่ภาครัฐอาจเข้ามาแทรกแซงราคาขายปลีกน้ำมัน หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันผลประกอบการของบริษัทในช่วงต่อไป


