ความเคลื่อนไหว"ตลาดหุ้นไทย"ภาคเช้า ณ วันที่ 27 ก.ค.2569 หุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวลง นำโดย
- หุ้น DELTA ร่วง 5.54% ลดลง 17.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 290.00 บาท
- หุ้น TEAM ร่วง 2.43% ลดลง 0.12 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 4.82 บาท
- หุ้น HANA ร่วง 1.96% ลดลง 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 37.50 บาท
- หุ้น SMT ร่วง 1.90% ลดลง 0.10 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 5.15 บาท
- หุ้น KCE ร่วง 1.79% ลดลง 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 41.25 บาท
- หุ้น CCET ร่วง 1.69% ลดลง 0.15 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 8.75 บาท
ทัศนพล เงินเส็ง ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BYD ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แรงกดดันสำคัญที่ทำให้หุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลดลงในวันนี้ มาจากผลประกอบการของ DELTA ที่ประกาศออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ค่อนข้างมาก โดยต่ำกว่าประมาณ 30%
ทั้งนี้ DELTA ถือเป็นหุ้นขนาดใหญ่และเป็นผู้นำของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ผลประกอบการที่อ่อนแอกว่าคาดจึงส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้ตลาดกังวลว่าบริษัทอื่นในกลุ่มที่กำลังทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 อาจมีผลดำเนินงานต่ำกว่าคาดเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่กดดันผลประกอบการของ DELTA มาจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไร (Margin) อ่อนตัวลง ซึ่งประเด็นดังกล่าวมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรายอื่นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ด้วย และเป็นปัจจัยหลักที่กดดันราคาหุ้นของทั้งกลุ่มในระยะสั้น
สำหรับ กลยุทธ์การลงทุน ให้น้ำหนักการลงทุนที่ระดับ Neutral โดยแนะนำให้นักลงทุนที่ถือหุ้นอยู่แล้ว ถือรอเพื่อรอติดตามความชัดเจนของผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของแต่ละบริษัท
ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการเข้าลงทุน มองว่าการที่ ราคาหุ้น DELTA ปรับฐานลงในช่วงนี้ถือเป็นโอกาสในการทยอยสะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจากแม้บริษัทจะเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไรในระยะสั้น แต่รายได้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดี สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานด้านการเติบโตของธุรกิจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ต้องติดตามความสามารถในการบริหารต้นทุนและฟื้นฟูอัตรากำไรในระยะต่อไป
สำหรับบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA รายงาน ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมียอดขายสินค้าและบริการ 65,191 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 6.2% จากไตรมาสก่อน จากความต้องการในกลุ่มเพาเวอร์อิเล็กทรอนิกส์และโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีที่เติบโตต่อเนื่อง ตามกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลก
ทั้งนี้ บริษัทระบุว่า การลงทุนด้าน AI ของผู้ประกอบการเทคโนโลยีรายใหญ่ทั่วโลก ส่งผลให้ความต้องการระบบจ่ายไฟ ระบบระบายความร้อน ระบบบริหารจัดการพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย ระบบอัตโนมัติภาคอุตสาหกรรม และโซลูชันอาคารอัจฉริยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจด้านพลังงานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเผชิญความผันผวนของอุปสงค์โลก
โดยในไตรมาส 2/2569 DELTA ได้เปิดใช้งานโรงงานใหม่ 2 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อรองรับการเติบโตของรายได้ในอนาคต พร้อมคงมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจ แม้ยังต้องติดตามความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และราคาพลังงาน
ด้านกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 17,469 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57.2% จากปีก่อน แต่ลดลง 10.3% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้การผลิตและการส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามแผน ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น การตั้งสำรองสินค้าคงคลังเพิ่มเติม และการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการขายของผลิตภัณฑ์ ทำให้อัตรากำไรถูกกดดัน อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสถานการณ์ห่วงโซ่อุปทานจะทยอยคลี่คลายในไตรมาสถัดไป
ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร รวมถึงการวิจัยและพัฒนา อยู่ที่ 11,354 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% จากไตรมาสก่อน และ 88.8% จากปีก่อน สาเหตุหลักมาจากค่าสิทธิ (Royalty) ที่เพิ่มขึ้นตามการผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีของบริษัทแม่ในไต้หวัน รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากรสหรัฐ ค่าขนส่ง และการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา แม้บริษัทจะยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 6,114 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน 9.4% ลดลงจาก 11.4% ในปีก่อน จากต้นทุนที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้น และผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ
อย่างไรก็ตาม บริษัทรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโรงงาน ขณะเดียวกันมีการรับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 526 ล้านบาท รายได้ค่าสิทธิ 388 ล้านบาท และรายได้อื่น ๆ รวมถึงตั้งสำรองภาษีส่วนเพิ่มตามกฎ OECD Pillar Two จำนวน 1,032 ล้านบาท
ทั้งนี้ ส่งผลให้ DELTA มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 6,075 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.3% จากปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 9.3% และมีกำไรต่อหุ้น 0.49 บาท เพิ่มขึ้นจาก 0.37 บาทต่อหุ้นในช่วงเดียวกันของปีก่อน


