วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

หุ้นยังอยู่ไหม? ไขข้อสงสัยหลัง TSD ยอมรับข้อมูลรั่ว

การรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าของบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด TSD ยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนให้ความสนใจ โดยเฉพาะความกังวลว่า ข้อมูลรั่วไหล ที่หลุดออกไปจะกระทบต่อทรัพย์สินหรือหุ้นที่ถือครองอยู่หรือไม่ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ

กิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า  ในประเด็นดังกล่าวที่นักลงทุนกังวลมากที่สุดคือการสูญเสียหุ้นหรือการเปลี่ยนแปลงสถานะการถือครองนั้น มองว่าไม่มีความเสี่ยงในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากการรั่วไหลของข้อมูลครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อระบบการถือครองหลักทรัพย์

ทั้งนี้ บทบาทของ TSD เป็นผู้ให้บริการด้านงานทะเบียนหลักทรัพย์และการส่งมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้น เช่น การจ่ายเงินปันผล การจัดส่งหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น และการดำเนินงานด้านทะเบียนผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ระบบซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์ที่ผู้ลงทุนใช้ Username หรือ Password เพื่อเข้าไปทำธุรกรรมเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือโอนย้ายหลักทรัพย์ได้โดยตรง

ดังนั้น แม้จะเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหล แต่ไม่ได้หมายความว่าหุ้นในพอร์ตจะหาย หรือรายชื่อผู้ถือหุ้นจะถูกเปลี่ยนแปลง นักลงทุนจึงไม่ควรกังวลว่าทรัพย์สินที่ถือครองอยู่จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังต้องติดตามคือขอบเขตของข้อมูลที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากจนถึงขณะนี้ TSD ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าข้อมูลประเภทใดบ้างที่รั่วไหลออกไป

ขณะที่ หากข้อมูลที่ได้รับผลกระทบเป็นเพียงข้อมูลส่วนบุคคลพื้นฐาน เช่น ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หรือหมายเลขโทรศัพท์ ระดับความเสี่ยงอาจอยู่ในระดับที่จำกัด เพราะข้อมูลเหล่านี้เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับการทำธุรกรรมทางการเงินที่สำคัญ

แต่ทว่าหากมีข้อมูลอ่อนไหวเพิ่มเติม เช่น เลขประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด หรือข้อมูลที่ใช้ประกอบการยืนยันตัวตนในระบบต่าง ๆ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมิจฉาชีพอาจนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้สวมสิทธิ์ ยืนยันตัวตน หรือแอบอ้างในการทำธุรกรรมกับหน่วยงานหรือผู้ให้บริการรายอื่นที่มีระบบตรวจสอบตัวตนไม่รัดกุมเพียงพอ

"วันนี้ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าข้อมูลที่หลุดออกไปมีอะไรบ้าง ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงยังต้องรอข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก TSD หากเป็นเพียงชื่อและที่อยู่ ความเสี่ยงก็อาจไม่สูงมาก แต่ถ้ามีข้อมูลสำคัญอย่างเลขบัตรประชาชนหรือวันเดือนปีเกิด ก็ต้องยกระดับการเฝ้าระวังมากขึ้น" 

กิจพณ ยังตั้งข้อสังเกตว่า การแจ้งเหตุของ TSD เป็นการดำเนินการตามหน้าที่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) แต่ในการแจ้งเตือนไม่ได้มีคำแนะนำให้ผู้ลงทุนเปลี่ยนรหัสผ่านหรือดำเนินการด้านความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้เพิ่มเติม ซึ่งอาจสะท้อนว่าข้อมูลที่ได้รับผลกระทบไม่น่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบการเข้าใช้งานหรือข้อมูลที่มีความอ่อนไหวในระดับสูง แม้จะยังต้องรอการยืนยันรายละเอียดอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แม้ความปลอดภัยของหุ้นจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องเพิ่มความระมัดระวังคือการถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในการหลอกลวง โดยเฉพาะการโทรศัพท์ ส่งข้อความ หรือแอบอ้างเป็นหน่วยงานด้านการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อหลอกให้เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมหรือชักชวนให้โอนเงิน

นอกจากนี้ หากผู้ลงทุนใช้ข้อมูลส่วนบุคคลชุดเดียวกันในการยืนยันตัวตนกับหน่วยงานหรือผู้ให้บริการรายอื่น และระบบดังกล่าวมีมาตรการรักษาความปลอดภัยไม่เพียงพอ ก็อาจเปิดช่องให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้แอบอ้างได้เช่นกัน

ทั้งนี้ แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยของบัญชีการเงินและบัญชีลงทุน โดยเฉพาะการเปิดใช้งานระบบยืนยันตัวตนแบบสองชั้น หรือการยืนยันผ่านรหัส OTP ในทุกบริการที่รองรับ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วนจะรั่วไหลออกไปก็ตาม

"สิ่งที่ป้องกันได้ดีที่สุดคือการใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบสองชั้น เพราะแม้คนร้ายจะมีข้อมูลส่วนตัว แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงบัญชีหรือทำธุรกรรมสำคัญได้หากไม่มีการยืนยันตัวตนจากเจ้าของบัญชี" 

นอกจากนี้ นักลงทุนควรติดตามการชี้แจงจาก TSD อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบว่าข้อมูลใดได้รับผลกระทบ และประเมินว่าตนเองมีความเสี่ยงในระดับใด รวมถึงเฝ้าระวังการติดต่อที่ผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นการโทรศัพท์ อีเมล หรือข้อความที่อ้างว่าเป็นหน่วยงานด้านการเงิน และหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลหรือรหัสยืนยันต่าง ๆ ให้กับบุคคลที่ไม่สามารถตรวจสอบตัวตนได้

โดยเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเครื่องเตือนให้ทั้งภาคธุรกิจและนักลงทุนให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น เพราะในยุคดิจิทัล ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูลสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกองค์กร ไม่ใช่เฉพาะหน่วยงานด้านตลาดทุน

TSD แจงข้อมูลรั่วจาก Investor Portal ยันไม่กระทบหุ้น-ทรัพย์สิน

บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ตรวจพบการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการในระบบงาน TSD Investor Portal โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน ซึ่ง TSD ได้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงระบบงานดังกล่าว และหยุดการรั่วไหลของข้อมูลโดยทันทีแล้ว รวมถึงได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังป้องกันภัยไซเบอร์เพิ่มขึ้นด้วย

ทั้งนี้ หลังจากตรวจพบเหตุการณ์ดังกล่าว TSD ได้มีการทำตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ซึ่งรวมถึงการรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าของข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรับทราบ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลด้านการเงิน และทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลรักษาของ TSD แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม TSD ขอแนะนำให้ผู้ใช้บริการเพิ่มความระมัดระวังต่ออีเมล ข้อความ SMS หรือโทรศัพท์ที่แอบอ้างเพื่อหลอกขอข้อมูล และไม่คลิกลิงก์หรือให้รหัสผ่าน/ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้ที่ติดต่อมาโดยไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน รวมทั้งขอแนะนำให้เปลี่ยน password เป็นประจำ เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

หากผู้ใช้บริการ TSD Investor Portal ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ TSD Contact Center โทร 0-2009-9999 หรือ set.or.th/th/about/contact-us/contact-center หรือหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ โปรดติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่ใช้บริการอยู่

แก๊งปลอมเป็น SET-TSD หลอกเหยื่อโอนค่าธรรมเนียม สูญเกือบ 2 ล้าน ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม

อย่างไรก็ตามช่วง 4 เดือนก่อนหน้า มีกรณีพยาบาลหญิงวัย 51 ปี ชาว จ.ฉะเชิงเทรา ตกเป็นเหยื่อแก๊งมิจฉาชีพที่เริ่มจากการชักชวนลงทุนหุ้นผ่านเฟซบุ๊ก ก่อนถูกหลอกซ้ำโดยกลุ่มที่แอบอ้างเป็นทนายความ, DSI, SET และ TSD อ้างว่าจะช่วยติดตามเงินลงทุนคืน แต่กลับใช้กลอุบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าปลดล็อกระบบ ACH ค่ายืนยันตัวตน ค่ารหัส OTP ค่าประกันวงเงิน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยอ้างขั้นตอนของตลาดหลักทรัพย์และกฎหมายฟอกเงิน ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินอย่างต่อเนื่อง พร้อมข่มขู่ไม่ให้บอกใครและส่งเอกสารราชการปลอมมาสร้างความหวาดกลัว จนต้องนำเงินเก็บทั้งชีวิต เงินที่เก็บไว้ให้ลูก เงินจากการขายทอง เงินกู้ และเงินยืมจากญาติ มารวมกันโอนให้คนร้าย สูญเงินรวมเกือบ 2 ล้านบาท ก่อนเกิดความเครียดอย่างหนักและตัดสินใจจบชีวิต ทิ้งสามีและลูก 2 คนไว้เบื้องหลัง โดยครอบครัวหวังให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และยกระดับการช่วยเหลือผู้เสียหาย เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอยอีก