“นักวิเคราะห์” มองหุ้นไทย “กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม” รับปัจจัยบวกนโยบายภาครัฐดึงดูดการลงทุนต่างชาติ และเทรนด์ย้ายฐานการผลิตตามวัฏจักรการลงทุน โดยได้แรงหนุนจากข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณูปโภคช่วยส่งเสริม
นายปัญจพล แท่นศรีเจริญ ผู้ช่วยผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่ภาครัฐเร่งดึงดูดการลงทุนต่างชาติเข้ามาในประเทศมากขึ้น ทั้งการจัดโรดโชว์ รวมถึงการออกนโยบายอื่น ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจ จะเป็นปัจจัยบวกช่วยหนุนรายได้ “กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม” ให้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยเฉพาะบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA
ทั้งนี้ ความต้องการเข้ามาลงทุนของต่างชาติที่มากขึ้นเป็นกระแสที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้จำกัดเพียงไทยเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มีจุดประสงค์เพื่อขยายฐานการตลาดมายังอาเซียนและหากลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ตามรอบ “วัฏจักรการลงทุน” (CAPEX cycle) ของอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่น ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
นอกจากนี้ ทิศทางภาครัฐยังสอดคล้องไปกับความมุ่งหวังของภาคเอกชน ในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากความต้องการในการลงทุนที่มีมากขึ้นของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ ด้วยกลไกต่าง ๆ อย่าง Thailand Fast Pass พร้อมใช้ข้อได้เปรียบเรื่อง "สาธารณูปโภค" ทั้งไฟและน้ำที่เสถียรให้เป็นประโยชน์ โดยมีเป้าหมายในการผลักดันให้ไทยเป็นฐานการลงทุนของภูมิภาค
อีกด้านหนึ่ง ข้อได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยจะช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งจากสหรัฐและจีน โดยทางฝั่งสหรัฐจะเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์เป็นหลัก ส่วนจีนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐก็มองไทยเป็นฐานลงทุนที่สำคัญในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และ EV ช่วยสร้างโอกาสการเติบโตให้กับกลุ่มนิคมฯ ในประเทศ
ด้านปัจจัยพื้นฐาน ไตรมาส 2 AMATA มียอดขายที่ดิน (Presales) ไตรมาส 2 อยู่ที่ 277 ไร่ ส่วนยอดโอนที่ดินอยู่ที่ 288 ไร่ ด้วยราคาขายเฉลี่ยต่อไร่ที่ 8 ล้านบาท หลังรับรู้รายได้จากโครงการ อมตะ สมาร์ท ซิตี้ ที่มีอัตรากำไรสูง หนุนกำไรสุทธิในไตรมาส 2 เติบโตกว่า 740% ที่ 1,200 ล้านบาท
ฝั่ง WHA ไตรมาส 2 คาดมียอดขายที่ดินอยู่ที่ 240 ไร่ ส่วนยอดโอนที่ดินอยู่ที่ 300 ไร่ ด้วยราคาขายเฉลี่ย 4.5-4.7 ล้านบาทต่อไร่ คิดเป็นรายได้ที่ราว 1,400 ล้านบาท เมื่อรวมส่วนแบ่งรายได้จากโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วันและธุรกิจอื่น ๆ คาดว่ารายได้รวมจะอยู่ที่ราว 3,000 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 758 ล้านบาท ลดลง 30% จากปีก่อน
กลยุทธ์การลงทุน ให้ AMATA เป็นหุ้นเด่น จากทิศทางยอดขายที่ดินทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่น ลาว และ เวียดนามจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ยังมีศักยภาพในการขายที่ดินมูลค่าสูงให้กับลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคาดว่ากำไรทั้งปี 2569 จะเพิ่มขึ้นกว่า 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ราว 4,500 ล้านบาท
ด้านนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล. พาย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มนิคมฯ มีแนวโน้มได้ปัจจัยบวกจากการที่ภาครัฐเร่งดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาในประเทศ โดยจะช่วยหนุนในแง่ของบรรยากาศการลงทุนมากกว่าในเชิงปัจจัยพื้นฐานซึ่งยังมีความไม่แน่นอน
“เราคิดว่ากลุ่มนิคมฯ น่าจะได้แรงหนุนในแง่ของดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ 1.47 ล้านล้านบาท ซึ่งเติบโตอย่างมากเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่แน่ว่าตัวเลขเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงมาเป็นการลงทุนจริงได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐในการดำเนินนโยบายส่งเสริมในด้านต่าง ๆ”
โดยทิศทางการลงทุนของไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยมีเม็ดเงินลงทุนจริงที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ เอไอ ควบคู่ไปกับการผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง
แต่ในขณะเดียวกัน แนวโน้มการลงทุนของ EV จีน ยังขึ้นอยู่กับทิศทางการขยายเวลามาตรการ EV 3.5 ซึ่งที่ผ่านมาถือเป็นกลไกสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจริง ผ่านการมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีควบคู่กับเงื่อนไขทางกฎหมายที่เข้มงวด โดยบังคับให้ผู้ประกอบการต้องตั้งโรงงานผลิตชดเชยในไทยสูงถึง 1 ถึง 1.5 เท่าของยอดนำเข้า ดังนั้น หากมาตรการนี้ไม่ได้รับการต่ออายุ ก็อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาใช้วิธีนำเข้ามาจำหน่ายแทนการเข้ามาตั้งฐานการผลิตในระยะยาว


