วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ตลาดโลกป่วน! โบรก ชี้ 3 สงครามใหญ่ กดดันหุ้น น้ำมันพุ่งเสี่ยง Supply Shock

ตลาดการเงินโลก กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากความเสี่ยง 3 ด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความกังวลต่อการลงทุนด้าน AI และสงครามการค้าระลอกใหม่ ส่งผลให้นักลงทุนลดการรับความเสี่ยงและโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนการผลิตทั่วโลก

นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่า ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยง 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ สงครามตะวันออกกลาง (MIDDLE EAST WAR 2.0), ความกังวลต่อการลงทุนด้าน AI (TECH WAR 2.0) และสงครามการค้า (TRADE WAR 2.0) ส่งผลให้นักลงทุนลดการรับความเสี่ยงและเริ่มโยกเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นประเด็นที่มีนัยสำคัญที่สุดในระยะสั้น คือ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง จนนำไปสู่ความกังวลด้านอุปทานพลังงานโลก
 

โดยเฉพาะเมื่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานโลก กำลังเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมัน BRENT ปรับขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ทะลุ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนว่าตลาดเริ่มให้น้ำหนักกับโอกาสเกิดภาวะ SUPPLY SHOCK มากขึ้น

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังน่ากังวลมากขึ้นจากระดับน้ำมันสำรองของสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยคลังสำรองที่เมือง CUSHING รัฐ OKLAHOMA เหลือน้ำมันต่ำกว่า 20 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 ทำให้ความสามารถในการรับมือกับวิกฤติอุปทานน้ำมันในอนาคตมีข้อจำกัดมากกว่าที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากความคาดหวังสู่การพิสูจน์ผลประกอบการจริง นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่าการลงทุนมหาศาลใน AI จะสามารถสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ได้ตามที่คาดหวังหรือไม่ ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เผชิญแรงขายทำกำไรและการปรับลดมูลค่าประเมิน (VALUATION) หลังจากปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา

ด้านการค้าโลก ความเสี่ยงกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งหลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีใหม่ 60 ประเทศคู่ค้า อ้างไม่คุมสินค้าจากแรงงานบังคับ โดยกลุ่มที่ถูกเก็บ 12.5% รวมถึงไทย, เวียดนาม และจีน ส่วนกลุ่มที่ถูกเก็บ 10% ได้แก่ อินเดีย, เม็กซิโก, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, กัมพูชา และอื่นๆ รวม 17 ประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะถัดไป โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ มีแนวโน้มจับตาประเด็นการขาดดุลการค้ากับไทยมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก จึงกำลังเข้าสู่ภาวะที่ต้องเฝ้าระวังเงินเฟ้อรอบใหม่ จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะผลักดันต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งให้เพิ่มขึ้น