สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรใหม่ตามมาตรา Section 301 ที่ระดับ 10-12.5% กับ 60 ประเทศ รวมถึงไทย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. เป็นต้นไป แทนมาตรการชั่วคราวเดิม ด้านนักวิเคราะห์มองอัตราภาษีใหม่เป็นไปตามคาดและต่ำกว่าภาษี IEEPA ที่ไทยเคยเผชิญ จึงช่วยปลดล็อกความกังวลด้านภาษี (Tax Overhang) และเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศลงทุน โดยเฉพาะหุ้นส่งออกกลุ่มอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยาง ที่มีโอกาสเห็นอัตรากำไรฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง
ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า ล่าสุดเช้านี้ (24 ก.ค.) สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศเก็บภาษีศุลกากรใหม่ในอัตรา 10-12.5% ตามมาตรา 301 ต่อ 60 ประเทศที่ล้มเหลวในการป้องกันแรงงานบังคับ ซึ่งสร้างความไม่เท่าเทียมต่อแรงงานอเมริกัน โดยมาตรการใหม่นี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ในวันนี้ (24 ก.ค.) ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเวลา 11.01 น.ตามเวลาไทย เพื่อทดแทนภาษีชั่วคราวเดิมที่ 10% ตามมาตรา 122 เดิมที่จะหมดอายุลง แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
1) กลุ่มเก็บภาษีศุลกากร 10% สำหรับ 17 ประเทศที่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอยู่แล้ว หรือมีข้อตกลง Reciprocal Trade Agreement (ART) ได้แก่ อาร์เจนตินา บังกลาเทศ กัมพูชา แคนาดา เอกวาดอร์ เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส อินเดีย อินโดนีเซีย จอร์แดน มาเลเซีย เม็กซิโก ปากีสถาน ศรีลังกา ตรินิแดดและโตเบโก และสหราชอาณาจักร
2) กลุ่มเก็บภาษีศุลกากร 10-12.5% เมื่อรวมกับอัตราภาษีศุลกากรสำหรับประเทศที่ได้รับความอนุเคราะห์สูงสุด (MFN) สำหรับ 5 ประเทศ ได้แก่ สหภาพยุโรป (EU) ไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสวิตเซอร์แลนด์
3) กลุ่มเก็บภาษีศุลกากร 12.5% สำหรับประเทศที่เหลือทั้งหมด (ในเอเชียแปซิฟิก อาทิ ออสเตรเลีย จีน ฮ่องกง คาซัคสถาน นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ตุรกี และเวียดนาม)
ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยกเว้นภาษีให้สินค้าบางประเภท เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ สินค้าที่สหรัฐฯ ผลิตเองไม่ได้หรือมีไม่เพียงพอ สินค้าที่การเก็บภาษีอาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจรุนแรง สินค้าที่ไม่ช่วยแก้ปัญหาการค้าไม่เป็นธรรม และสินค้ากลุ่มเหล็กกล้าซึ่งมีอัตราภาษีเฉพาะอยู่อุปกรณ์แล้ว
อย่างไรก็ตาม มองว่า อัตราภาษีศุลกากรใหม่ในอัตรา 10-12.5% ภายใต้ Section 301 สอดคล้องกับร่างเดิมที่ USTR เคยเสนอไว้เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 69 และยังต่ำกว่ามากเมื่อเทียบกับอัตราภาษี IEEPA ที่ไทยเคยถูกเก็บในอัตรา 19% (มีผลใช้เมื่อ ส.ค. 68-ก.พ. 69) ดังนั้น การประกาศความชัดเจนในครั้งนี้จึงช่วยปลดล็อกความกังวล (Overhang) และช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนต่อตลาดหุ้นไทย
โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ อย่างกลุ่มอาหาร (TU ITC) อิเล็กทรอนิกส์(DELTA HANA KCE) และยาง (STA STGT) เนื่องจากกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันค่อนข้างจำกัด เพราะคู่แข่งส่วนใหญ่ในเอเชียโดนอัตราภาษีในระดับใกล้เคียงกัน
ขณะที่อัตราภาษีสุทธิใหม่ที่เพิ่มขึ้นจริงจากภาษีชั่วคราวเดิมอยู่ที่ราว 2.5% ซึ่งเชื่อว่าตลาดรับรู้และทยอยซึมซับปัจจัยนี้ไปแล้ว ในทางกลับกัน มองประเด็นนี้จะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มส่งออกที่มีการทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าไปก่อนหน้านี้เพื่อชดเชยภาระภาษี IEEPA เดิม เพราะจะช่วยส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นในช่วง 2H69 ปรับตัวดีขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้
สำหรับคำแนะนำและกลยุทธ์การลงทุนมองว่า จะช่วยปลดล็อกปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างภาษี (Tax Overhang) และเป็นปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยาเล็กน้อยต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มส่งออก กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำดังนี้
1. กลุ่มส่งออกอาหาร (TU ITC) แนะนำ "หาจังหวะลงทุนสะสม" เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มีอำนาจในการต่อรองราคา และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) มีแนวโน้มฟื้นตัวชัดเจนที่สุดใน 2H69 จากการปรับขึ้นราคาสินค้าล่วงหน้าไปแล้ว
2. กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) แนะนำ "เก็งกำไรระยะสั้น" ตอบรับปัจจัยบวกเชิงจิตวิทยา (Sentiment) จากการคลายความกังวลเรื่องภาษีส่งออกสหรัฐฯ และแรงหนุนจากรอบวัฏจักรเทคโนโลยี แต่ควรระมัดระวังเรื่อง Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว โดยใช้จังหวะย่อตัวเป็นโอกาสเข้าเทรดดิ้ง
3. กลุ่มยางพารา (STA STGT) แนะนำ "เก็งกำไรระยะสั้น" จากภาระภาษีจริงที่ต่ำกว่าคาด และความต้องการใช้ยางในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และยานยนต์ที่ยังทรงตัวดี แต่ต้องระมัดระวังเรื่องอุปทานยางที่ตึงตัวจากภาวะเอลนีโญและอุปสงค์ยางที่ชะลอตัวจากเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง


