วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” 23 ก.ค. 2569 ปิดบวก 1.69 จุด หุ้นเทคฯฟื้น จับตาฟันด์โฟลว์ไหลออก

"หุ้นไทย" 23 ก.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,641.03 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.69 จุด หรือ 0.10% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA โดยปัจจัยที่ต้องจับตาคือฟันด์โฟลว์ที่มีแนวโน้มไหลออก และผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียน

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (23 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,641.03 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.69 จุด หรือ 0.10% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,648.63 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,634.71 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 86,792.68 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. DELTA ราคาปิด 310.00 บาท เพิ่มขึ้น 6.00 บาท หรือ 1.97% มูลค่าซื้อขาย 5,381.60 ล้านบาท
     
  2. BBL ราคาปิด 187.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง หรือ 0.00% มูลค่าซื้อขาย 4,275.76 ล้านบาท
     
  3. KBANK ราคาปิด 234.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.86% มูลค่าซื้อขาย 4,040.57 ล้านบาท
     
  4. KTB ราคาปิด 42.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 2.44% มูลค่าซื้อขาย 3,841.14 ล้านบาท
     
  5. PTT ราคาปิด 39.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.64% มูลค่าซื้อขาย 3,828.14 ล้านบาท

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบ หลังการประกาศผลประกอบการกลุ่มธนาคารไตรมาส 2 ออกมาไม่ได้ดีทั้งกลุ่ม ขณะที่ KKP KBANK และ TISCO ทำผลงานได้ดี แต่ BBL หรือ SCB อาจไม่ดีเท่าที่ควร หรือต่ำกว่าที่ตลาดคาดหวัง จึงมีแรงขายทำกำไรบนมูลค่าหุ้นที่ตึงตัววานนี้

อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ดัชนีได้แรงส่งจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น DELTA ที่ปรับตัวขึ้นมาสอดคล้องกับตลาดหุ้นภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้ ตอบรับการประกาศงบลงทุน (CAPEX) ของบริษัทบิ๊กเทคอย่าง Alphabet ที่เร่งตัวขึ้น

ประกอบกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ช่วยหนุนกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นได้โดดเด่น

ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (24 ก.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,625 จุด แนวต้าน 1,660 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ งบการเงินบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ที่จะทยอยรายงานออกมาในช่วงหลังจากนี้ รวมถึงกระแสฟันด์โฟลว์ที่มีท่าทีไหลออกหรือหันไปลงทุนในตลาดเกาหลีใต้ที่รีบาวด์กลับขึ้นมามากขึ้น

กลยุทธ์การลงทุน แนะนำกลุ่มส่งออก จากปัจจัยเงินบาทที่อ่อนค่า เช่น ITC และ TU โดยมองว่ามาตรการด้านภาษีจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก