จับตาเดือนกันยายนนี้ รัฐเปิดรายละเอียดโครงการ TISA ความหวังใหม่ดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย "กูรู" มองเป็นปัจจัยบวกต่อ Fund Flow พร้อมชี้หุ้นปันผลสูงเป็นกลุ่มรับอานิสงส์เด่น จากคุณสมบัติเหมาะกับการออมเพื่อวัยเกษียณและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ
KEY POINTS
- โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) คาดว่าจะมีความชัดเจนด้านรายละเอียดและวงเงินลดหย่อนภาษีภายในเดือนกันยายนนี้
- TISA ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระยะยาว (Fund Flow) เข้าสู่ตลาดทุนไทย ผ่านการลงทุนในกองทุนรวมและหุ้นโดยตรง
- ผู้เชี่ยวชาญ (กูรู) ชี้ว่ากลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือ "หุ้นปันผลสูง" (High Dividend) เนื่องจากสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนระยะยาวเพื่อวัยเกษียณของโครงการ
- ตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งด้านอัตราเงินปันผลที่สูง เฉลี่ยราว 4% และหุ้นปันผลสูงหลายตัวให้ผลตอบแทนได้ถึง 5-6% ต่อปี
- ภาครัฐเตรียมยกเลิกแนวคิดการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามระดับรายได้ เพื่อให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเท่าเทียมกัน
- บล. ทีทีบี เวลธ์ ยกตัวอย่างหุ้นปันผลสูงที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ ADVANC, KTB, KKP, KTC, AMATA, CPN, HMPRO, และ SPALI เป็นต้น
โครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (Thailand Individual Savings Account : TISA) บัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ภาครัฐและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผลักดันเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น และถูกจับตาว่าจะเป็นกลไกสำคัญในการดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุนไทย หลังภาครัฐเดินหน้าพิจารณารายละเอียดโครงการ ซึ่ง "กูรู" มองว่าจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดหุ้น กระตุ้นการออม และสนับสนุนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณในระยะยาว
วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า TISA ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนระยะยาว โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้ประชาชนหลังเกษียณ และปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี หากโครงการได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดหุ้นไทยผ่านเม็ดเงินลงทุน (Fund Flow) ที่จะไหลเข้าสู่ตลาดทั้งในรูปแบบการลงทุนผ่านกองทุนรวมและการลงทุนซื้อหุ้นโดยตรง ส่งผลให้ตลาดทุนมีฐานนักลงทุนระยะยาวเพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุดคงหนีไม่พ้นหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง (High Dividend) เนื่องจากสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ TISA ที่เน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างรายได้ในวัยเกษียณ โดยจุดแข็งของตลาดหุ้นไทยคือมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก หุ้นไทยโดยเฉลี่ยให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลราว 4% ขณะที่หุ้นปันผลสูงหลายบริษัทสามารถให้ผลตอบแทนได้ถึง 5-6% ต่อปี อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำกว่าหุ้นเติบโต
อย่างไรก็ตาม มองว่า หลังจากตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยหลายกองทุนให้ผลตอบแทนราว 30% นักลงทุนที่มีกำไรอาจทยอยขายทำกำไรบางส่วน และรอจังหวะตลาดอ่อนตัวเพื่อกลับเข้าสะสม โดยเฉพาะหุ้นปันผลสูง เพื่อเตรียมรับกระแสเม็ดเงินจาก TISA ในอนาคต
ด้านฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลธ์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยความคืบหน้าโครงการ TISA ว่าอยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียด โดยเตรียมยกเลิกแนวคิดการใช้ตัวคูณสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามระดับรายได้ เพื่อให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอย่างเท่าเทียมกัน จากเดิมที่เคยเสนอให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อน 1.3 เท่า และผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาท ได้รับสิทธิลดหย่อน 0.7 เท่า ทั้งนี้ คาดว่ารายละเอียดของโครงการ รวมถึงวงเงินลดหย่อนภาษี จะมีความชัดเจนภายในเดือนกันยายนนี้
ทีทีบี เวลธ์มีมุมมองเชิงบวกต่อโครงการดังกล่าว โดยประเมินว่าจะช่วยจูงใจให้ประชาชนหันมาลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เพิ่มเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ระบบ และเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่มีอัตราเงินปันผลสูง โดยหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ ADVANC, KTB, KKP, KTC, AMATA, PIN, THANI, SAK, CPN, HMPRO, PTG, SIRI, SPALI และ SAT





