วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม 2569

Login
Login

กูรูชี้หุ้นโลกครึ่งปีหลังยังไปต่อ แต่กำไรเริ่มจำกัด ชูสหรัฐฯ-เกาหลีใต้เด่น รับเมกะเทรนด์ AI

ตลาดหุ้นทั่วโลก ยังเดินหน้าทำผลตอบแทนโดดเด่นในปี 2569 โดยช่วง 6-7 เดือนแรกของปีให้ผลตอบแทนเฉลี่ยราว 10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่อยู่เพียง 7-8% ต่อปี สะท้อนแรงหนุนจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและ AI อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จากการ "ซื้อทั้งตลาด" มาเป็นการคัดเลือกหุ้นรายตัว พร้อมจับตาความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจเพิ่มความผันผวนในช่วงครึ่งปีหลัง
 

กูรูชี้หุ้นโลกครึ่งปีหลังยังไปต่อ แต่กำไรเริ่มจำกัด ชูสหรัฐฯ-เกาหลีใต้เด่น รับเมกะเทรนด์ AI

สุทธิโรจน์ สิทธิวัฒนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน กลุ่มจัดการลงทุนต่างประเทศ บลจ.วรรณ ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า แนวโน้มการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นบวก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลในช่วง 6-7 เดือนแรกของปี พบว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10% สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่มักอยู่ราว 7-8% ต่อปี สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดในปีนี้ยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ไม่ได้ขับเคลื่อนจากความคาดหวังของนักลงทุนเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม หลังจากตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาตลอด 2-3 ปี ระดับราคาหุ้นในหลายประเทศเริ่มอยู่ในระดับที่ตึงตัวมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะข้างหน้าอาจไม่โดดเด่นเท่าช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจจะยังแข็งแกร่งก็ตาม ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังต้องติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลกได้เป็นระยะ

ทั้งนี้ ด้วยเหตุดังกล่าว กลยุทธ์การลงทุนจึงควรเปลี่ยนจากการลงทุนแบบกระจายซื้อทั้งตลาด มาเป็นการคัดเลือกหุ้นหรืออุตสาหกรรมที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เนื่องจากในภาวะที่ราคาหุ้นไม่ได้อยู่ในระดับถูกเหมือนในอดีต นักลงทุนไม่สามารถเลือกซื้อหุ้นตัวใดก็ได้เหมือนช่วงตลาดฟื้นตัวหลังวิกฤต แต่จำเป็นต้องวิเคราะห์คุณภาพของธุรกิจ ความสามารถในการทำกำไร และแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว เพื่อช่วยลดความเสี่ยงหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

สำหรับตลาดหุ้นที่ยังได้รับมุมมองเชิงบวกมากที่สุด ได้แก่ สหรัฐ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่ม AI ซึ่งยังคงรายงานผลประกอบการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ล่าสุดกำไรของบริษัทในกลุ่ม AI เติบโตมากกว่า 80% ส่งผลให้การปรับขึ้นของราคาหุ้นมีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างชัดเจน และทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งมากกว่าหลายภูมิภาคของโลก

อีกหนึ่งตลาดที่น่าสนใจ เกาหลีใต้ แม้ว่าราคาหุ้นหลายบริษัทจะปรับตัวขึ้นมากกว่า 100% ในช่วงที่ผ่านมา แต่การเติบโตดังกล่าวสะท้อนการขยายตัวของธุรกิจจริง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และชิป ซึ่งได้รับอานิสงส์จากความต้องการด้าน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E Ratio ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ยังซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต จึงยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตในระยะข้างหน้า

ส่วน ตลาดหุ้นจีน แม้ระดับมูลค่าหุ้น หรือ Valuation จะยังไม่แพง และเริ่มเห็นการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AI Chip มากขึ้น แต่ยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงแนวทางการกำกับดูแลภาคเอกชนของรัฐบาลจีน ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่จำกัดศักยภาพการเติบโตของภาคธุรกิจ ทำให้บริษัทจีนอาจไม่สามารถสร้างการเติบโตได้เต็มศักยภาพเหมือนบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

ในด้านธีมการลงทุน ยังคงให้น้ำหนักกับกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยเฉพาะบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ เช่น ผู้ผลิตชิป อุปกรณ์ศูนย์ข้อมูล ระบบเครือข่าย และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผล AI เนื่องจาก AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจโลก และเป็นเทคโนโลยีที่ทุกอุตสาหกรรมจำเป็นต้องใช้งานในอนาคต ส่งผลให้บริษัทในกลุ่มดังกล่าวมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI ที่ยังขยายตัวต่อเนื่องในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม จากการที่ราคาหุ้นในกลุ่ม AI และ AI Infrastructure ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมา แนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ ทยอยสะสม หรือรอจังหวะที่ตลาดปรับฐานก่อนทยอยเข้าลงทุน แทนการไล่ซื้อในช่วงที่ราคาปรับขึ้นแรง เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงด้านราคาและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว

ทั้งนี้ แม้แนวโน้มตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น แต่การลงทุนในช่วงที่ระดับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามากแล้ว จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพมากกว่าการลงทุนตามกระแส เพราะในระยะต่อไป ผลตอบแทนของนักลงทุนจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเลือกสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มากกว่าการอาศัยแรงหนุนจากภาพรวมของตลาดเพียงอย่างเดียว