วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” 22 ก.ค. 2569 ปิดลบ 13.63 จุด ขายกลุ่มแบงก์โยกลงทุนกลุ่มพลังงาน วอลุ่มซื้อขาย 'แสนล้าน'

"หุ้นไทย" 22 ก.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,639.34 จุด ปรับตัวลดลง 13.63 จุด หรือ 0.82% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากแรงขายทำกำไรในกลุ่มธนาคารพาณิชย์หลังราคาปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้านี้ ฝั่งนักลงทุนเร่งย้ายเงินลงทุนสู่กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเพื่อป้องกันความเสี่ยง และรับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (22 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,639.34 จุด ปรับตัวลดลง 13.63 จุด หรือ 0.82% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,655.74 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,632.00 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 116,521.27 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. BBL ราคาปิด 187.00 บาท ลดลง 13.00 บาท หรือ 6.50% มูลค่าซื้อขาย 11,820.41 ล้านบาท
     
  2. SCB ราคาปิด 151.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 2.58% มูลค่าซื้อขาย 10,025.74 ล้านบาท
     
  3. PTTEP ราคาปิด 148.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ 1.02% มูลค่าซื้อขาย 6,409.68 ล้านบาท
     
  4. PTT ราคาปิด 39.25 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.26% มูลค่าซื้อขาย 6,231.81 ล้านบาท
     
  5. GULF ราคาปิด 66.50 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 1.85% มูลค่าซื้อขาย 5,894.13 ล้านบาท

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลดลงด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงกว่า 1 แสนล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญมาจากแรงขายทำกำไรในกลุ่มธนาคาร หลังราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นก่อนการประกาศผลการดำเนินงาน

นอกจากนี้ หุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที (ICT) พาณิชย์ และขนส่ง รวมถึงหุ้นขนาดกลางบางตัว เช่น STECON, SKY, DITTO และ VGI ต่างเผชิญแรงขายตามลงมา สะท้อนภาพการพักฐานหลังจากดัชนีปรับตัวขึ้นแรงในช่วงก่อนหน้า

อย่างไรก็ดี ภาพรวมของตลาดไม่ได้เป็นการขายดิ่งลงทั้งหมดทั้งกระดาน แม้ระหว่างวันดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET Index จะย่อตัวลงไปทำจุดต่ำสุดที่บริเวณ 1,632 จุด แต่มีแรงดึงกลับขึ้นมาได้บางส่วน แสดงให้เห็นว่าเม็ดเงินลงทุนยังไม่ได้ไหลออกจากตลาดทั้งหมด หากแต่เป็น "การหมุนเวียนเปลี่ยนกลุ่มลงทุน" (Sector Rotation)

โดยยังเห็นแรงซื้อสวนในกลุ่มปิโตรเคมีและสินค้าโภคภัณฑ์ นำโดย PTTGC, IRPC, IVL, SCC รวมถึง PTTEP ซึ่งได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ประเมินแนวโน้มดัชนีในวันพรุ่งนี้ (23 ก.ค.) แกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,620 จุด แนวต้าน 1,680 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องจับตามองได้แก่ รายงานผลประกอบการของ Alphabet ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางการลงทุนรอบใหม่ โดยประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่รายได้และกำไร แต่คือการส่งสัญญาณแนวโน้มด้าน CAPEX ในศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐาน AI

โดยหาก Google ให้มุมมองเชิงบวกและยืนยันที่จะลงทุนต่อหรือปรับเพิ่มงบลงทุน จะกลายเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะ DELTA รวมถึงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากตลาดจะตีความว่าความต้องการในส่วนระบบจ่ายไฟฟ้า เซิร์ฟเวอร์ ระบบคลาวด์ และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องยังคงเติบโตต่อไปได้

กลยุทธ์การลงทุน เน้นการเลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) มากกว่าการซื้อทั้งตลาด โดยแนะนำให้ทยอยขายทำกำไรในกลุ่มหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมาแรงก่อนหน้านี้ เช่น กลุ่มธนาคาร แล้วหมุนเงินลงทุนบางส่วนเข้าสู่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากความเสี่ยงด้านพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี

จึงแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน PTTGC, IVL, PTTEP และ IRPC เพื่อใช้เป็นทั้งเครื่องมือการลงทุนระยะสั้นตามรอบ และเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยง (Hedge) จากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง