"นักวิเคราะห์" คาดการณ์กำไรปกติของ "THAI" ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 1,474 ล้านบาท ลดลง 84% จากไตรมาสก่อนหน้า จากต้นทุนราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงขึ้น 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อัตรากำไรของบริษัทลดลงจาก 32.5% ในปีก่อน เหลือเพียง 19.9% ทั้งนี้ คาดว่าผลประกอบการจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จากอุปสงค์การเดินทางที่ยังแข็งแกร่งและแผนขยายฝูงบิน
นายธนพล จิรธนกิจ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คาดการณ์ “กำไรปกติ” บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ในไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ 1,474 ล้านบาท ลดลง 78% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 84% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และอาจเป็นไตรมาสที่ THAI ทำผลงานได้ต่ำสุดในปี 2569
ทั้งนี้ แม้รายได้จากการให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 47,221 ล้านบาท จากรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยหรือผลตอบแทนผู้โดยสารที่สูงขึ้น แต่ความสามารถในการทำกำไรกลับได้รับแรงกดดันอย่างหนักจาก "ราคาน้ำมันเครื่องบินเฉลี่ย" ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 77% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มาอยู่ที่ 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่งผลให้อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ อัตรากำไร EBITDA ปรับลดลงมาอยู่ที่ 19.9% ในไตรมาส 2 ปี 2569 จาก 32.5% ในไตรมาส 2 ปี 2568
ยอดการจองตั๋วเดินทางล่วงหน้า ไตรมาส 2 ปี 2569 ชะลอตัวลงเล็กน้อยจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี อุปสงค์การเดินทางจริงยังคงสะท้อนความแข็งแกร่งผ่าน "อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร" ที่อยู่ในระดับสูง ผู้โดยสารบางส่วนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้บริการเที่ยวบินตรงระหว่างภูมิภาคเอเชียและยุโรป ส่งผลดีต่อเครือข่ายเที่ยวบินแบบไม่หยุดแวะพักของบริษัท
นอกจากนี้ ฝ่ายบริหารยังคงเน้นการบริหารจัดการรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยมากกว่าการเร่งอัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันลดราคาตั๋ว และปรับลดปริมาณการผลิตในเดือน พ.ค. ถึง มิ.ย. ปี 2569 ให้ต่ำกว่าแผนเดิม เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร ซึ่งคาดว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในไตรมาส 3 ปี 2569 ร่วมกับแรงหนุนจากการขนส่งสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทางอากาศ และช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวในยุโรป
สำหรับการขยายฝูงบินในระยะยาว บริษัทมีแผนเพิ่มจำนวนเครื่องบินเป็น 102 ลำ ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งรวมถึงการรับมอบเครื่องบินใหม่ 28 ลำ และปลดระวางเครื่องบินเก่า 6 ลำ
แม้ว่าปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) จะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวในปีนี้เนื่องจากการส่งมอบเครื่องบินส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จึงคาดว่า ASK จะเติบโตในระดับสองหลักในปี 2570 ถึงปี 2571 เมื่อเครื่องบินใหม่เข้าประจำการเต็มรูปแบบ
การปรับปรุงที่นั่งชั้นธุรกิจและชั้นพรีเมียมอีโคโนมีที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 จะช่วยยกระดับคุณภาพการบริการ และเพิ่มอำนาจในการกำหนดราคา
ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ยังคงมีทิศทางเป็นบวกจากอุปสงค์การเดินทางที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้อุตสาหกรรมจะมีการปรับขึ้นราคาค่าตั๋วโดยสาร โดยคาดว่าผลประกอบการจะเริ่ม "ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ" ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2570 โดยมีปัจจัยหนุนหลักจากต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวลดลงและแผนการขยายฝูงบินอย่างเป็นรูปธรรม
CGSI ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมายเดิม 8 บาท คำนวณจาก EV/EBITDA ที่ 4.4 เท่า สำหรับปี 2570 ซึ่งสะท้อนส่วนลด 20% จากค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เพื่อรองรับระยะเวลาห้ามขายหุ้นที่จะครบกำหนดในเดือน ส.ค. ปี 2569 โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญคือราคาน้ำมันเครื่องบินที่ลดลงและความต้องการเดินทางที่ยังทรงตัวในระดับสูง ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือผลตอบแทนผู้โดยสารที่อาจถูกกดดันจากการแข่งขันและอุปสงค์การท่องเที่ยวที่ชะลอตัวกว่าคาด


