วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘กลุ่มรับเหมา’ รับอานิสงส์ลงทุนภาครัฐหนุน แบ็กล็อกเติมรายได้โตต่อเนื่อง

“นักวิเคราะห์” มองรายใหญ่ “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” CK และ STECON จ่อรับปัจจัยบวกลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐระลอกใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเปิดประมูลช่วงปี 2569–2570 แม้จะล่าช้ากว่าเดิมเล็กน้อย แต่มองว่าจะกระทบกำไรจำกัด เนื่องจากมียอดงานในมือจำนวนมากรองรับรายได้ต่อเนื่องได้อีก 3–5 ปี

นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หุ้นไทย “กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง” ได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้น หลังโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดประมูลอย่างเป็นทางการ ยกตัวอย่าง โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหรือมอเตอร์เวย์สาย M5 และ M9 โครงการทางด่วน 2 ชั้น งานระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วง รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2

ทั้งนี้ ประเมินมูลค่าโครงการที่จะเปิดประมูลช่วง 1-2 ปีข้างหน้าอยู่ระหว่าง 2.3-4.8 แสนล้านบาท ช่วยเพิ่มปริมาณงานในมือที่รอรับรู้รายได้หรือ "แบ็กล็อก" (Backlog) ให้แก่ผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่

โดยคาดว่าเงื่อนไขการเสนอราคา (TOR) ของ M5 และ M9 จะทยอยประกาศในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 และเข้าสู่กระบวนการประมูลในไตรมาส 4 ปี 2569 เช่นเดียวกับโครงการทางด่วน 2 ชั้น ซึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2570 เป็นต้นไป

ผู้ที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุด มองว่าคือบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK และบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON เนื่องจากเชี่ยวชาญงานโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และมีศักยภาพประมูลงานมูลค่าสูง โดยเฉพาะ CK ที่มีความได้เปรียบจากระบบนิเวศทางธุรกิจร่วมกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ทำให้มีโอกาสสูงที่จะได้เป็นผู้ก่อสร้างโครงการทางด่วน 2 ชั้น

แนวโน้มผลประกอบการกลุ่มรับเหมาไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนให้เห็นความต่างระหว่างผู้รับเหมารายย่อยกับรายใหญ่อย่างชัดเจน ขณะที่รายย่อยต้องเผชิญการแข่งขันที่สูง แต่รายใหญ่อย่าง CK และ STECON ยังคงมีแบ็กล็อกรองรับการเติบโตของรายได้อีกราว 3-5 ปี

ทั้งนี้ คาดการณ์กำไรหลักของ STECON เติบโต 404% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเติบโต 323% เทียบกับไตรมาสก่อน จากการรับรู้เงินปันผลรับจาก บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ส่วน CK คาดว่ากำไรหลักจะลดลง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากฐานกำไรที่สูงในปีก่อนหน้า แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 87% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากการรับเงินปันผลของ บริษัท ทีทีดับบลิว จำกัด (มหาชน) หรือ TTW

ด้านต้นทุนแม้จะยังมีแรงกดดันจากราคาคอนกรีต เหล็ก และค่าขนส่ง แต่ผลกระทบรวมลดลงจากช่วงก่อนหน้า โดยผู้ประกอบการยังเร่งบริหารจัดการต้นทุน ผ่านวิธีการออกแบบและก่อสร้างไปพร้อมกัน หรือ "ดีไซน์แอนด์บิลด์" (Design & Build) มีการวางแผนจัดซื้อ และการถัวเฉลี่ยต้นทุนระยะยาว นอกจากนี้ ยังได้แบ่งเบาภาระดอกเบี้ยจากการปรับโครงสร้างหนี้ และได้รับเงินชดเชยต้นทุนวัสดุก่อสร้างตามดัชนีราคา หรือ "ค่า K" ในบางโครงการ

 

อีกด้านหนึ่ง ทีมนักวิเคราะห์ บล. กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS Research Fundamental ระบุในบทวิเคราะห์ว่า "กลุ่มรับเหมา" ได้แรงหนุนจากแผนดำเนินงานของกระทรวงคมนาคม ซึ่งเผยให้เห็นถึงโครงการลงทุนกว่า 262 โครงการ คิดเป็นมูลค่า 2.62 แสนล้านบาท ภายในปี 2570 และอีก 51 โครงการ มูลค่า 5.93 แสนล้านบาท ในช่วงปี 2571–2573 ครอบคลุมทั้งทางด่วน รถไฟ ทางน้ำ และการขนส่งทางอากาศ

โดยรัฐบาลยังมุ่งเน้นการลงทุนแบบ PPP เพื่อดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาช่วยลดภาระทางการคลัง เช่น โครงการมอเตอร์เวย์สาย M5 และ M9 รวมถึงโครงการทางด่วน 2 ชั้น

อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงจะยังคงเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์ตามแผนเดิม แต่การเปิดประมูลส่วนใหญ่ถูกเลื่อนออกไปจากปี 2569 เป็นปี 2570 โดยมีเพียงโครงการมอเตอร์เวย์สาย M5 มูลค่า 3.15 หมื่นล้านบาท เพียงโครงการเดียวที่คาดว่าจะเปิดประมูลได้ทันในปี 2569 ขณะที่โครงการส่วนใหญ่ที่มีมูลค่ารวมสูงถึง 7.26 แสนล้านบาท คาดว่าจะทยอยเปิดประมูลในปี 2570

ทั้งนี้ มองว่าการเปิดประมูลที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ CK และ STECON จำกัด เนื่องจากแบ็กล็อกที่มีอยู่ในปัจจุบันยังช่วยสนับสนุนการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดย KS ยังคงมุมมองบวกต่อหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากภาครัฐยังให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน