วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

‘ดิทโต้’ ลุ้นงานใหม่‘พันล้าน’ ครึ่งหลังรุกธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ‘เวอร์ชวลแบงก์-ระบบบริหารรัฐ’

‘ดิทโต้’ลุ้นงานใหม่‘พันล้าน’ ครึ่งหลังรุกธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ‘เวอร์ชวลแบงก์-ระบบบริหารรัฐ’ ต่อยอด ‘บลู กรีน โทเคน’ เทรดวันแรกวานนี้ (20 ก.ค.) บน “บิทคับ ออนไลน์” 

“ดิทโต้” เดินเกมรุกครึ่งหลังปี 69 รับเมกะเทรนด์ “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน” และ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” โดยตั้งเป้าปิดดีลงานใหม่ในไตรมาส 3/69 มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ครอบคลุมงานใหม่ อย่าง “เวอร์ชวลแบงก์” และ “ระบบบริหารข้อมูลภาครัฐ” ควบคู่การต่อยอด “บลู กรีน โทเคน” โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เริ่มซื้อขายวันแรก 20 ก.ค. ที่ผ่านมา บนตลาดรอง มุ่งสร้างระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตและฟื้นฟูป่าชายเลน

‘ดิทโต้’ ลุ้นงานใหม่‘พันล้าน’ ครึ่งหลังรุกธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ‘เวอร์ชวลแบงก์-ระบบบริหารรัฐ’

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO และ บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปิดการประมูลและลงนามสัญญางานใหม่ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท โดยเป็นงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท และคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสดังกล่าว

ทั้งนี้ งานที่จะเข้ามาประกอบด้วยโครงการด้าน Document Management และ Data Management ซึ่งเป็นการบริหารจัดการข้อมูลและเอกสารดิจิทัล รวมถึงโครงการด้าน Telemetering และ Internet of Things หรือ เครือข่ายที่เชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต สำหรับระบบตรวจวัดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นโครงการสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำ และงานด้าน Engineering Technology ซึ่งมีมูลค่ารวมในกลุ่มดังกล่าวมากกว่า 1,000 ล้านบาท

โดยบริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตงานให้สอดคล้องกับการลงทุนของภาครัฐ โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากภาครัฐเพิ่มเป็น 70% และภาคเอกชน 30% จากเดิมประมาณ 65% และ 35% เพื่อรองรับนโยบาย Digital Government และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำลังเร่งลงทุนระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มบริการภาครัฐในหลายด้าน

นอกจากนี้ ยังขยายธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการ Virtual Bank ซึ่งบริษัทได้รับงานจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 2 แห่งที่อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกันบริษัทเร่งรุกธุรกิจ Cybersecurity รองรับความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน และยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการขอใบอนุญาตในภาคสาธารณสุข และระบบสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอีกกลุ่มโครงการที่มีแนวโน้มเติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล

นอกจากนี้ บริษัทได้ผลักดัน Blue Green Token โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เริ่มซื้อขายในตลาดรองวานนี้ (20 ก.ค.) มุ่งเป็นกลไกใหม่ในการระดมทุนฟื้นฟูป่าชายเลนและสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนับเป็น Green Token รายแรกของไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในคาร์บอนเครดิตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมนำเงินระดมทุนไปพัฒนาป่าชายเลนและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

โดยโครงการครอบคลุมพื้นที่กว่า 17,500 ไร่ ใน 15 จังหวัด ตั้งเป้าสร้างคาร์บอนเครดิตราว 400,000 ตัน ตลอดอายุโครงการ 7 ปี โดยระดมทุนผ่านการเสนอขาย Blue Green Token จำนวน 400 ล้านโทเคน ราคา 1.20 บาทต่อโทเคน มูลค่ารวม 480 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปฟื้นฟูป่าชายเลน พัฒนาชุมชน และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการคาดเริ่มรับรู้รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในปีที่ 5-7 โดยประเมินผลตอบแทนเฉลี่ยกรณีฐานอยู่ที่ 10.35% ต่อปี กรณีตลาดเติบโตสูงอาจแตะ 20% ต่อปี พร้อมกำหนดผลตอบแทนขั้นต่ำ 3% ต่อปี เพื่อลดความเสี่ยงให้ผู้ลงทุน

อย่างไรก็ดี ตลาดคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากนโยบาย Net Zero และการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยราคาคาร์บอนเครดิตไทยภายใต้โครงการ T-VER เติบโตเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ขณะที่ปี 2573 คาดว่าความต้องการใช้คาร์บอนเครดิตจะสูงถึง 182-197 ล้านตัน แต่ปัจจุบันมีปริมาณที่ได้รับการรับรองเพียง 19.5 ล้านตัน สะท้อนช่องว่างอุปสงค์-อุปทานที่ยังสูง นอกจากนี้ โครงการยังสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมมีแผนขยายพื้นที่ป่าชุมชนอีกกว่า 150,000 ไร่ เพื่อหนุนเศรษฐกิจสีเขียวและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า Green Token ถือเป็นรายแรกของไทยใช้เวลากว่า 3 ปีในการพัฒนา โดยทุกภาคส่วนร่วมกันยกระดับคุณภาพทั้งด้านธุรกิจ เทคโนโลยี ระบบ Gamification และการกำกับดูแลด้านกฎหมาย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัล

ทั้งนี้ เทคโนโลยี Tokenization จะช่วยแก้ข้อจำกัดของ Green Finance ทำให้การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการสีเขียว และช่วยขยายช่องทางระดมทุนให้โครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ Green Token ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของไทยภายในปี 2065

นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยี Tokenization จะช่วยแก้ข้อจำกัดของ Green Finance แบบเดิม ทำให้การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการสีเขียว ไม่จำกัดเฉพาะสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ส่งผลให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กว้างขึ้น

สำหรับ Green Token ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 โดยความสำเร็จของโครงการเกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนร่วมผลักดันโครงการดังกล่าว