‘ดิทโต้’ลุ้นงานใหม่‘พันล้าน’ ครึ่งหลังรุกธุรกิจเทคโนโลยีขั้นสูง ‘เวอร์ชวลแบงก์-ระบบบริหารรัฐ’ ต่อยอด ‘บลู กรีน โทเคน’ เทรดวันแรกวานนี้ (20 ก.ค.) บน “บิทคับ ออนไลน์”
“ดิทโต้” เดินเกมรุกครึ่งหลังปี 69 รับเมกะเทรนด์ “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน” และ “เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” โดยตั้งเป้าปิดดีลงานใหม่ในไตรมาส 3/69 มูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ครอบคลุมงานใหม่ อย่าง “เวอร์ชวลแบงก์” และ “ระบบบริหารข้อมูลภาครัฐ” ควบคู่การต่อยอด “บลู กรีน โทเคน” โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เริ่มซื้อขายวันแรก 20 ก.ค. ที่ผ่านมา บนตลาดรอง มุ่งสร้างระบบนิเวศคาร์บอนเครดิตและฟื้นฟูป่าชายเลน
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO และ บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าปิดการประมูลและลงนามสัญญางานใหม่ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท โดยเป็นงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท และคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสดังกล่าว
ทั้งนี้ งานที่จะเข้ามาประกอบด้วยโครงการด้าน Document Management และ Data Management ซึ่งเป็นการบริหารจัดการข้อมูลและเอกสารดิจิทัล รวมถึงโครงการด้าน Telemetering และ Internet of Things หรือ เครือข่ายที่เชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้ากับอินเทอร์เน็ต สำหรับระบบตรวจวัดและโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นโครงการสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำ และงานด้าน Engineering Technology ซึ่งมีมูลค่ารวมในกลุ่มดังกล่าวมากกว่า 1,000 ล้านบาท
โดยบริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างพอร์ตงานให้สอดคล้องกับการลงทุนของภาครัฐ โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากภาครัฐเพิ่มเป็น 70% และภาคเอกชน 30% จากเดิมประมาณ 65% และ 35% เพื่อรองรับนโยบาย Digital Government และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกำลังเร่งลงทุนระบบดิจิทัลและแพลตฟอร์มบริการภาครัฐในหลายด้าน
นอกจากนี้ ยังขยายธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น โดยเฉพาะโครงการ Virtual Bank ซึ่งบริษัทได้รับงานจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 2 แห่งที่อยู่ระหว่างเตรียมเปิดให้บริการ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและระบบงานที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกันบริษัทเร่งรุกธุรกิจ Cybersecurity รองรับความต้องการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน และยังพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการขอใบอนุญาตในภาคสาธารณสุข และระบบสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นอีกกลุ่มโครงการที่มีแนวโน้มเติบโตตามการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล
นอกจากนี้ บริษัทได้ผลักดัน Blue Green Token โทเคนดิจิทัลเพื่อสิ่งแวดล้อมที่เริ่มซื้อขายในตลาดรองวานนี้ (20 ก.ค.) มุ่งเป็นกลไกใหม่ในการระดมทุนฟื้นฟูป่าชายเลนและสร้างคาร์บอนเครดิต เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยนับเป็น Green Token รายแรกของไทยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการลงทุนในคาร์บอนเครดิตผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล พร้อมนำเงินระดมทุนไปพัฒนาป่าชายเลนและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่
โดยโครงการครอบคลุมพื้นที่กว่า 17,500 ไร่ ใน 15 จังหวัด ตั้งเป้าสร้างคาร์บอนเครดิตราว 400,000 ตัน ตลอดอายุโครงการ 7 ปี โดยระดมทุนผ่านการเสนอขาย Blue Green Token จำนวน 400 ล้านโทเคน ราคา 1.20 บาทต่อโทเคน มูลค่ารวม 480 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปฟื้นฟูป่าชายเลน พัฒนาชุมชน และสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตในอนาคต
ทั้งนี้ โครงการคาดเริ่มรับรู้รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตในปีที่ 5-7 โดยประเมินผลตอบแทนเฉลี่ยกรณีฐานอยู่ที่ 10.35% ต่อปี กรณีตลาดเติบโตสูงอาจแตะ 20% ต่อปี พร้อมกำหนดผลตอบแทนขั้นต่ำ 3% ต่อปี เพื่อลดความเสี่ยงให้ผู้ลงทุน
อย่างไรก็ดี ตลาดคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากนโยบาย Net Zero และการผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยราคาคาร์บอนเครดิตไทยภายใต้โครงการ T-VER เติบโตเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ขณะที่ปี 2573 คาดว่าความต้องการใช้คาร์บอนเครดิตจะสูงถึง 182-197 ล้านตัน แต่ปัจจุบันมีปริมาณที่ได้รับการรับรองเพียง 19.5 ล้านตัน สะท้อนช่องว่างอุปสงค์-อุปทานที่ยังสูง นอกจากนี้ โครงการยังสร้างรายได้ให้ชุมชนผ่านการฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมมีแผนขยายพื้นที่ป่าชุมชนอีกกว่า 150,000 ไร่ เพื่อหนุนเศรษฐกิจสีเขียวและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ Chief Financial Officer บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB กล่าวว่า Green Token ถือเป็นรายแรกของไทยใช้เวลากว่า 3 ปีในการพัฒนา โดยทุกภาคส่วนร่วมกันยกระดับคุณภาพทั้งด้านธุรกิจ เทคโนโลยี ระบบ Gamification และการกำกับดูแลด้านกฎหมาย เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของการระดมทุนผ่านโทเคนดิจิทัล
ทั้งนี้ เทคโนโลยี Tokenization จะช่วยแก้ข้อจำกัดของ Green Finance ทำให้การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการสีเขียว และช่วยขยายช่องทางระดมทุนให้โครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ Green Token ยังเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของไทยภายในปี 2065
นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า เทคโนโลยี Tokenization จะช่วยแก้ข้อจำกัดของ Green Finance แบบเดิม ทำให้การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการสีเขียว ไม่จำกัดเฉพาะสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ส่งผลให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้กว้างขึ้น
สำหรับ Green Token ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนเป้าหมายการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2065 โดยความสำเร็จของโครงการเกิดจากความร่วมมือของหลายภาคส่วนร่วมผลักดันโครงการดังกล่าว


