วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

“กลุ่มชิ้นส่วนฯ” รับแรงกดดันกำไรต่ำคาด วัตถุดิบขาดแคลน-ต้นทุนชิปพุ่ง 

“นักวิเคราะห์” มองแนวโน้มกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องอีก 1-2 เดือน หลังแบกรับต้นทุนวัตถุดิบ และปัญหาขาดแคลนซัปพลาย กระทบอัตรากำไรบริษัทหลักอย่าง DELTA, KCE และ HANA ฝั่งนักลงทุนปรับกลยุทธ์โยกเงินสู่หุ้นคุณค่า ลดความเสี่ยงเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยทรงตัวสูง

“นภนต์ ใจแสน” รองผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แรงกดดันในหุ้นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ไทยจะยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องอย่างน้อยอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ถึงแม้งบการเงินบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง TSMC  จะรายงานออกมาแข็งแกร่งแต่กลับ "ส่งผลบวกต่อกลุ่มชิ้นส่วนฯ จำกัด" จากโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ต่างกัน

โดยทั้ง TSMC และ ASML ถือเป็นผู้ผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรม ในขณะที่ผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ในยังกระจุกตัวอยู่กลางน้ำและปลายน้ำเป็นหลัก โดยทำหน้าที่เป็นผู้รับจ้างออกแบบ และผลิตสินค้า (ODM) จึงไม่ได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้เต็มที่

อาจมีเพียงบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA เท่านั้นที่เป็นข้อยกเว้น และสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและได้รับอานิสงส์จากการเติบโตในห่วงโซ่อุปทานนี้ในสัดส่วนที่สูงถึงราว 60-70% จากอุปสงค์ของชิ้นส่วนในระบบจัดการพลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม DELTA ยังมีปัจจัยกดดันเฉพาะตัวจากกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน "ไม่เพียงพอกับความคาดหวัง" ของตลาดที่ต้องการเห็นการเติบโตมากกว่า 10% ขึ้นไป และทำสถิติสูงสุดใหม่หรือนิวไฮได้อย่างต่อเนื่อง หลังมีแรงกดดันซ้ำเติมจากการขาดแคลนวัตถุดิบ ทำให้การผลิตสินค้าไม่ทันต่อความต้องการของตลาด สร้าง "ความผันผวน" ซ้ำเติมมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวอยู่แล้วในช่วงก่อนหน้านี้ 

ทั้งนี้ การขาดแคลนซัปพลายอาจกินเวลายาวนานตั้งแต่ไตรมาส 2 ถึงต้นไตรมาส 3 ปี 2569 จากการเติบโตของดาต้าเซนเตอร์ กระทบต่อราคาชิ้นส่วนหลักในแผงวงจร เช่น ชิปหน่วยความจำ รวมถึงอุปกรณ์สารกึ่งตัวนำขนาดเล็กที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์หรือขยายสัญญาณ (MOSFET) ปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัจจัยเข้ากดดันต้นทุน และอัตรากำไรขั้นต้นหรือมาร์จินลดลง

โดยบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งในส่วนของไฟเบอร์กลาสและแผ่นลามิเนตเคลือบทองแดง (CCL) ส่วนบริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA แม้มีแรงหนุนจากทิศทางการลงทุนในดาต้าเซนเตอร์ แต่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 อาจออกมาไม่สอดคล้อง 

นอกจากนี้ บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคอย่างเกาหลีใต้หรือไต้หวัน ยังสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีท่าทีผันผวน และปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องหลังการประกาศงบการเงินของบริษัท เอสเค ไฮนิกซ์ SK Hynix  และบริษัท ซัมซุง หรือ Samsung จากแรงกดดันด้านผลประกอบการ และการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน (Leverage)

สำหรับตลาดหุ้นไทย ทิศทางการเคลื่อนไหวของเงินทุนต่างชาติ หรือ ฟันด์โฟลว์ในช่วงต่อจากนี้ คาดว่าจะมีการหมุนเวียนเงินลงทุนออกมาจากกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไปสู่กลุ่มปิโตรเคมี และโรงกลั่นมากขึ้น เนื่องจากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขยับเข้าใกล้แนวต้านสำคัญที่ 1,650 จุด ประกอบกับมีปัจจัยหนุนจากความขัดแย้งของสงคราม

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของดาต้าเซนเตอร์ทางอ้อม มองว่ายังคงเป็นกลุ่มสาธารณูปโภคเช่น WHAUP, GULF, และ BGRIM 

“กรภัทร วรเชษฐ์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในระยะสั้นหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนฯ ซึ่งเป็นกลุ่มหุ้นเติบโต อาจต้องเผชิญแรงขายเพื่อหมุนเวียนเงินลงทุน (Sector Rotation) สู่กลุ่มหุ้นคุณค่า (Value Stock) เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มไฟแนนซ์ กลุ่มสื่อสาร กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง

โดยการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของนักลงทุนในครั้งนี้ มีปัจจัยเร่งมาจากมูลค่าของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ทะยานสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มจำกัดความเสี่ยงด้วยการขายทำกำไร

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจของคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เกี่ยวกับนโยบายอัตราดอกเบี้ย โดยความไม่แน่นอนดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ หรือบอนด์ยีลด์ ที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ไม่ได้ลดลงเร็วตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

ความเสี่ยงของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหรือคงไว้ในระดับสูงของเฟด ส่งผลให้เกิดแรงขับเคลื่อนในลักษณะเดียวกันในตลาดหุ้นสหรัฐ โดยพบว่ามีการหมุนเวียนเม็ดเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ มุ่งหน้าสู่กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่มีความผันผวนต่ำ และปลอดภัยมากกว่า เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค, การแพทย์, อุตสาหกรรม และกลุ่มพลังงาน 

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นๆ ที่โครงสร้างของดัชนีมีลักษณะกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสูง ก็มีแนวโน้มที่จะปรับตัวลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับตลาดที่มีการลงทุนแบบกระจายตัวไปในหลายอุตสาหกรรม

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์