กระแส "เจลาโต้" ที่กลายเป็นดราม่าร้อนบนโลกโซเชียลในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า "ไอศกรีม" ไม่ใช่เพียงของหวานคลายร้อน แต่ยังเป็นสินค้าที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสร้างแบรนด์ การเลือกใช้วัตถุดิบ และการวางตำแหน่งทางการตลาดได้อย่างชัดเจน
ขณะที่ในมุมของตลาดหุ้นไทย ธุรกิจไอศกรีม ก็เป็นอีกหนึ่งเซ็กเมนต์ที่มีบริษัทจดทะเบียนเข้ามาแข่งขันและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง โดย "กรุงเทพธุรกิจ" ได้รวบรวมหุ้นที่มีธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์เกี่ยวข้องกับไอศกรีม เพื่อให้นักลงทุนได้เห็นว่า เบื้องหลังกระแสของหวานสุดฮอต ยังมีโอกาสการลงทุนซ่อนอยู่ใน ตลาดหุ้นไทย
1.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) MINT
- แบรนด์ไอศกรีม Swensen's จำนวน 350 สาขา และ Dairy Queen จำนวน 550 สาขา
- เอ็มมานูเอล จู๊ด ดิลิปรัจ ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท
- มาร์เก็ตแคป 133,811 ล้านบาท
- P/E 14.36 เท่า
- ราคาตั้งแต่ต้นปี -2.88%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 2.98%
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.63%
- รายได้ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 38,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.57%
บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) คงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ให้ราคาเหมาะสมที่ 30.50 บาท โดยมองแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แม้ฐานกำไรอยู่ในระดับสูง จากธุรกิจโรงแรมในยุโรปที่แข็งแกร่ง ขณะที่ไทยและมัลดีฟส์ฟื้นตัวเร็วกว่าคาด หลังยอดจองล่วงหน้าในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนกลับมาเติบโต
ฝ่ายวิจัยประเมินว่า RevPAR ของโรงแรมในยุโรปจะเติบโต 2-3% ขณะที่ธุรกิจร้านอาหารในไทยมีสัญญาณฟื้นตัว โดยยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ทรงตัว ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่หดตัว 1%
ทั้งนี้ มองผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางเป็นเพียงระยะสั้น และคาดครึ่งปีหลังซึ่งเป็นช่วง High Season จะกลับมาเติบโตได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมในยุโรป ขณะที่พอร์ตตะวันออกกลางมีสัดส่วนกำไรเพียง 5% จึงมีผลกระทบจำกัด
นอกจากนี้ MINT ยังคงเป้าหมายการเติบโตระยะ 3 ปี โดยคาดรายได้เติบโต 7-9% ต่อปี และกำไรเติบโตเฉลี่ย 15-20% ต่อปี จากการขยายธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารผ่านสัญญารับบริหารและแฟรนไชส์ รวมถึงเดินหน้าแผนจัดตั้งกอง REIT มูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงต้นไตรมาส 4/2569 เพื่อนำเงินไปลดภาระหนี้และปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์
หยวนต้าคาดกำไรปกติปี 2569 เติบโต 4% พร้อมมองว่าหุ้นมีโอกาสถูกปรับมูลค่า (Re-rate) หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย และมีความชัดเจนของการจัดตั้งกอง REIT ในช่วงไตรมาส 3/2569
2.บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) CENTEL
- แบรนด์ไอศกรีม Cold Stone Creamery จำนวน 16 สาขา
- ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
- มาร์เก็ตแคป 51,638 ล้านบาท
- P/E 15.24 เท่า
- ราคาตั้งแต่ต้นปี +11.68%
- เงินปันผลตั้งแต่ต้นปี 1.75%
- กำไรไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 2,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186.50%
- รายได้ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 6,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.30%
บริษัทหลักทรัพย์ พาย แนะนำ "ซื้อ" หุ้น บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ให้ราคาเป้าหมาย 42.00 บาท โดยคาดกำไรปกติปี 2570 เติบโต 21% จากการฟื้นตัวของรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ในดูไบและญี่ปุ่น รวมถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของโรงแรมในไทยและมัลดีฟส์ ควบคู่กับการขยายธุรกิจรับบริหารโรงแรมอย่างต่อเนื่อง
ฝ่ายวิจัยมองว่า RevPAR มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่นในทุกตลาดตลอด 3 ปีข้างหน้า โดยโรงแรมในดูไบเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวหลังผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย ขณะที่ญี่ปุ่นคาดกลับมาเติบโตตามปกติในปี 2570 หลังผ่านผลกระทบจากฐานสูงของงาน World Expo
ด้านมัลดีฟส์ยังได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง ส่วนประเทศไทย ซึ่งเป็นฐานรายได้หลักเกือบ 70% ของธุรกิจโรงแรม มีแนวโน้มได้อานิสงส์จากการท่องเที่ยวฟื้นตัว การปรับปรุงโรงแรม และมาตรการ Co-payment ของภาครัฐในช่วงปลายปี 2569
นอกจากนี้ CENTEL เดินหน้าขยายธุรกิจรับบริหารโรงแรม โดยมีแผนเพิ่มห้องพักภายใต้สัญญาบริหาร 1,286 ห้องในปี 2569 และอีก 935 ห้องตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว


