วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม 2569

Login
Login

“หุ้นไทย” 17 ก.ค. 2569 ปิดบวก 3.75 จุด เด่นกว่าภูมิภาค รับหมุนเวียนเงินลงทุน-กระจายตัวสูง

"หุ้นไทย" 17 ก.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,639.04 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.75 จุด หรือ 0.23% นักวิเคราะห์ชี้มาจากการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นเติบโตไปยังหุ้นคุณค่า จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อนโยบายดอกเบี้ยของเฟด และมูลค่าหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวขึ้นมาสูง

"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (17 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,639.04 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.75 จุด หรือ 0.23% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,639.87 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,299.29 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 91,777.01 ล้านบาท

หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

  1. GULF ราคาปิด 67.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.50 บาท หรือ 7.14% มูลค่าซื้อขาย 17,527.65 ล้านบาท
     
  2. DELTA ราคาปิด 300.00 บาท ลดลง 4.00 บาท หรือ 1.32% มูลค่าซื้อขาย 4,728.78 ล้านบาท
     
  3. ADVANC ราคาปิด 379.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.07% มูลค่าซื้อขาย 3,717.81 ล้านบาท
     
  4. PTTEP ราคาปิด 145.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 1.39% มูลค่าซื้อขาย 3,527.21 ล้านบาท
     
  5. KBANK ราคาปิด 234.00 บาท ลดลง 1.00 บาท หรือ 0.43% มูลค่าซื้อขาย 2,987.89 ล้านบาท

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบ หลังมีการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากกลุ่มหุ้นเติบโต (Growth Stock) เช่น กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มาสู่กลุ่มหุ้นคุณค่า (Value Stock) อย่างธนาคารพาณิชย์ ไฟแนนซ์ สื่อสาร นิคมอุตสาหกรรม และรับเหมาก่อสร้าง

ปัจจัยหนึ่งมาจากมูลค่า (Valuation) ของหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมาก ประกอบกับความกังวลด้านเงินเฟ้อที่มีผลต่อการตัดสินใจของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายซึ่งยังมีความไม่แน่นอน สะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ไม่ได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสู่กลุ่มอื่น ๆ อย่างสาธารณูปโภค การแพทย์ อุตสาหกรรม และพลังงาน พร้อมกันนี้ตลาดหุ้นภูมิภาคอื่น ๆ ที่เม็ดเงินลงทุนมักกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ก็มีแนวโน้มปรับตัวลดลงมากกว่าตลาดที่มีการกระจายตัวสูง

ขณะที่ในสัปดาห์หน้า คาดว่าดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,600-1,620 จุด และแนวต้าน 1,650-1,660 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ การรายงานผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ รวมถึง SCC และ SCGP ตลอดจนมาตรการภาษีชุดใหม่ของสหรัฐฯ ที่จะนำมาตรา 301 มาใช้แทนมาตรา 122

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำกลุ่มโรงไฟฟ้าอย่าง GPSC และ GULF กลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BH รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์อย่าง MTC ซึ่งมีความน่าสนใจ