สื่อต่างชาติชี้ 'หุ้นไทย’ พลิกทำผลงานดีสุด ’อาเซียน’ ปีนี้บวกไปแล้ว 27.02%
จาก ‘การเมืองนิ่ง-กระแส AI’ ดึงเงินทุนไหลเข้าหุ้น-บอนด์ กว่าแสนล้านบาท
บลูมเบิร์กรายงานว่า “ตลาดหุ้นไทย” กลับมาอยู่ในสายตานักลงทุนอีกครั้งง เนื่องจากตลาดมองว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” จะช่วยยุติความผันผวนทางการเมืองที่ยืดเยื้อมานานหลายปี ซึ่งปัจจัยนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามา
ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรงในปีนี้ จนทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั้งหมดในภูมิภาคอาเซียน โดยนักลงทุนต่างชาติได้เข้าซื้อสุทธิในหุ้นไทยไปแล้วเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 67,000 ล้านบาท
เรื่องนี้ทำให้ดัชนีหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน พุ่งทะยานขึ้น 347.82 จุด หรือคิดเป็น 27.02% จากระดับ 1,287.47 จุด ( ราคาเปิดตลาด ณ วันที่ 5 ม.ค.)มาอยู่ที่ 1,635.29 จุด (ราคาปิดตลาด ณ วันที่ 16 ก.ค.)
กองทุนโลกมองบวก ‘หุ้นไทย’
มุมมองการลงทุนที่เปลี่ยนไปในเชิงบวกนี้ ได้รับความสนใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวอลล์สตรีท โดย เจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนท์ (JPMorgan Asset Management) ได้แนะนำให้นักลงทุนถือสินทรัพย์ไทยต่อไป
ส่วนผลสำรวจล่าสุดจาก แบงก์ ออฟ อเมริกา (Bank of America) พบว่าผู้จัดการกองทุนเริ่มลดการให้น้ำหนักการลงทุนที่น้อยกว่าปกติ (Underweight) ในไทยลงแล้ว
ไท่ฮุย (Tai Hui) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาดประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ เจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนท์ ในฮ่องกง กล่าวว่า “แนะนำให้นักลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นไทยต่อไป”
“เนื่องจากประเทศไทยได้ผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากมาก ๆ มาสู่สภาพแวดล้อมที่ราบรื่นขึ้นอย่างมากแล้ว”
ตลาดเชื่อมั่นรัฐบาล ‘อนุทิน’
ตลาดหุ้นที่ฟื้นตัวช่วยหนุนความมั่นใจให้ นายอนุทิน ขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจได้เต็มที่มากขึ้นเพื่อยกระดับประเทศ หลังจากที่เศรษฐกิจไทยโตเฉลี่ยเพียง 2% มานานนับทศวรรษ
ปัจจัยบวกนี้ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มหันมามองสินทรัพย์ไทยในแง่ดีขึ้น โดยมีแรงหนุนหลักจาก 2 เรื่อง คือ การที่ไทยมีส่วนร่วมในระบบห่วงโซ่อุปทาน AI โลก และการฟื้นตัวของเงินทุนต่างชาติ (FDI) ที่จะช่วยขับเคลื่อนให้เงินทุนไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับสินทรัพย์ไทยคือ ตัวเลข “การส่งออก” ที่ดีเกินคาดและยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ ส่วนหนึ่งได้อานิสงส์มาจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง รวมทั้งการที่รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พยายามดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกัน เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจจากผลกระทบจากตะวันออกกลาง
‘ไทย’ ได้อานิสงส์ ‘อินโดนีเซีย’
ในปีนี้นายอนุทิน ได้เน้นย้ำถึงบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นและความชัดเจนของนโยบายเพื่อดึงดูดทุนต่างชาติ สวนทางกับ “อินโดนีเซีย” ที่เคยเป็นตลาดเกิดใหม่ยอดนิยม
ไทยยังถูกมองว่าเป็น “ผู้รับผลประโยชน์” จากการที่เม็ดเงินลงทุนบางส่วนไหลออกจากอินโดนีเซีย
ตอนนี้นักลงทุนต่างมีความกังวลเรื่องความไม่แน่นอน จากนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต และความเสี่ยงที่อินโดนีเซียอาจถูกลดอันดับความน่าสนใจลงไปอยู่ในกลุ่มตลาดชายขอบ (Frontier Market)
นักลงทุนระดับโลกได้ถอนเงินประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์ ออกจากหุ้นอินโดนีเซียในปีนี้ หลังจากที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียดิ่งลงและค่าเงินรูเปียห์ทรุดตัวลงทุบสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติได้อัดฉีดเงินทุนสุทธิเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 67,000 ล้านบาท เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย และอีก 1,260 ล้านดอลลาร์หรือราว 42,000 ล้านบาทในตลาดพันธบัตรไทย
การไหลเข้าของเงินทุนรอบนี้สวนทางกับช่วง 3 ปีก่อนหน้า ที่ต่างชาติเทขายหุ้นไทยออกไปเกือบ 13,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไปถึง 3 คน และเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยไม่ถึง 3%
ฮิโรโนริ อากิซาวะ ผู้จัดการกองทุนจาก โตคิโอ มารีน แอสเซท แมเนจเมนท์ มองว่า “การเลือกตั้งเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดมุมมองว่าไทยจะมีรัฐบาลที่มั่นคงไปอีกระยะหนึ่ง ส่งผลให้ไทยกลายเป็นแหล่งรองรับเม็ดเงินที่ไหลออกจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์”
อย่างไรก็ตาม ฮุย จากเจพีมอร์แกน แอสเซท แมเนจเมนท์ ชี้ว่า หากต้องการให้ตลาดหุ้นไทยพุ่งแรงแซงเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน “บริษัทจดทะเบียนของไทยจำเป็นต้องพิสูจน์ด้วยการเติบโตของผลกำไรที่แท้จริง”
ทั้งนี้ การคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนี SET เพิ่มขึ้น 7% นับตั้งแต่นายอนุทิน ชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่การคาดการณ์ของดัชนี MSCI ASEAN กลับลดลง 1.9%
เศรษฐกิจไทยระยะกลาง-ยาว ‘ไม่มีอะไรโดดเด่น’
ทว่าการทะยานขึ้นของตลาดหุ้นไทยยังคงต้องเผชิญความเสี่ยงจาก “ปัจจัยลบระดับโลก” ทั้งภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว แนวโน้มการท่องเที่ยวที่ไม่แน่นอน และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง
ซิน-เยา อึ้ง (Xin-Yao Ng) ผู้จัดการกองทุนจาก อเบอร์ดีนมองว่า “พวกเราไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากเกินไป เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจในภาพรวมของไทยในระยะกลางถึงระยะยาวนั้น ยังถือว่าไม่มีอะไรโดดเด่น แม้จะมีการเติบโตในบางเซกเตอร์ก็ตาม”
“เราให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าปกติ (Overweight) ในกลุ่มเทคโนโลยีไอทีของไทย เนื่องจากข้อได้เปรียบด้านความหายากของหุ้นกลุ่มนี้ และโอกาสเติบโตทางปัจจัยพื้นฐานจากการลงทุนที่แข็งแกร่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI”
จื่อไค เฉิน หัวหน้าฝ่ายหุ้นเอเชียและตลาดเกิดใหม่ระดับโลกของ บีเอ็นพี พารีบาส์ ได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีไอทีของไทยให้มากกว่าปกติ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้ในไทยมีข้อดีตรงที่เป็น "ของหายาก" ที่น่าดึงดูด และมีโอกาสเติบโตทางธุรกิจอย่างแข็งแกร่งจากการแห่ลงทุนในระบบ AI
อย่างไรก็ดี การทะยานขึ้นในปีนี้ของดัชนีหุ้นไทย มาจากหุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 1 ใน 5 ของดัชนีทั้งหมด โดยหุ้นเดลต้าพุ่งขึ้นถึง 76% ในปีนี้
อ้างอิง Bloomberg


