"หุ้นไทย" 16 ก.ค. 2569 ปิดตลาดที่ 1,635.29 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.08 จุด หรือ 0.31% ได้แรงหนุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรเคมีปรับขึ้นตามราคาน้ำมัน แต่กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยังกดดัน หลังเผชิญแรงขายในช่วงประกาศงบของ ASML-TSMC
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (16 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,635.29 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.08 จุด หรือ 0.31% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,639.65 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,629.34 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 77,359.83 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- KBANK ราคาปิด 235.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท หรือ 1.73% มูลค่าซื้อขาย 4,194.20 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 304.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 2.56% มูลค่าซื้อขาย 3,625.64 ล้านบาท
- TOP ราคาปิด 60.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท หรือ 6.19% มูลค่าซื้อขาย 3,512.98 ล้านบาท
- GULF ราคาปิด 63.00 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.79% มูลค่าซื้อขาย 3,418.90 ล้านบาท
- PTTEP ราคาปิด 143.50 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 0.35% มูลค่าซื้อขาย 3,303.12 ล้านบาท
นายภูวดล ภูสอดเงิน ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัวในกรอบแคบแม้ในภาพรวมจะได้แรงหนุนจากหลายกลุ่ม แต่เผชิญแรงขายกลุ่มเทคโนโลยีเข้ากดดัน รับความผันผวนช่วงประกาศงบบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น ASML และ TSMC ทำให้มีการขายทำกำไรหลังรับข่าว (sell on fact)
เหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาน้ำมันยังคงหนุนหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี เช่น TOP และ PTTGC ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงหุ้นขนาดกลางที่ได้รับแรงหนุนฟันด์โฟลว์ต่างชาติ อย่างกลุ่มไฟแนนซ์และกลุ่มอสังหาฯ ก็ปรับตัวขึ้นมาเช่นเดียวกัน
ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐทั้ง CPI และ PPI ดีกว่าที่ตลาดคาด แต่นักลงทุนยังให้น้ำหนักกับราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า เบื้องต้นยังคงคาดการณ์ว่าคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี 2569
ขณะที่วันพรุ่งนี้ (17 ก.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,620 จุด แนวต้าน 1,640 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการประกาศงบกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในสัปดาห์หน้า
กลยุทธ์การลงทุน เพิ่มความระมัดระวังในหุ้นขนาดใหญ่กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ อาจเผชิญแรงขายจากการหมุนเวียนเงินลงทุน แนะนำกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง PTTGC และโรงพยาบาลอย่าง BH, BDMS รวมถึงกลุ่มไฟแนนซ์อย่าง SAWAD มีความน่าสนใจ


