วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ลุ้น‘ต่างชาติ’ซื้อหุ้นไทยทะลัก โบรกคาดทุบสถิติ‘แสนล้าน’

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เอเซีย พลัส กล่าวว่า ประเมินทิศทางเงินทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) พบต่างชาติมียอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) สูงถึงกว่า 59,000 ล้านบาท และปีนี้แม้จะมีความผันผวนบ้างในช่วงสั้น แต่ปัจจุบันไหลเข้ามาใกล้ระดับ “แสนล้านบาท” มากขึ้น มองมีความเป็นไปได้ที่ฟันด์โฟลว์จะไหลเข้าต่อเนื่องจนเกินระดับแสนล้านบาทได้อีกครั้ง   

เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เมื่อปี 2565 ที่มีแรงซื้อสุทธิจากต่างชาติสูงถึงกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาพสะท้อน ปัจจัยหลักโครงสร้างตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์สูงถึง 30% หรือประมาณ 1 ใน 3 ของกำไรตลาดทั้งหมดเมื่อพิจารณาย้อนหลัง 5 ปี 

ลุ้น‘ต่างชาติ’ซื้อหุ้นไทยทะลัก โบรกคาดทุบสถิติ‘แสนล้าน’

เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งหรือสงคราม จะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยอยู่ในโซนสูง โดยสถิติระบุว่าในช่วงปี 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 2 พุ่งสูงถึง 3.4 แสนล้านบาท แต่ในรอบนี้กำไร บจ.มีโอกาสทำ All-time High ใหม่ที่ระดับ 3.57 แสนล้านบาท ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤติที่ผ่านมาเสียอีก

ขณะเดียวกันหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเชิงรับ (Defensive) จำนวนมาก และมีระดับราคา (Valuation) ที่ค่อนข้างถูก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI หรือราคาหุ้นต่างประเทศที่แพงเกินไป ส่งผลให้เงินทุนเริ่มหมุนเวียนมาสู่หุ้นที่มีความปลอดภัยและราคาถูกเช่นในไทย

นายเทิดศักดิ์ กล่าวว่า จึงทำให้ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี SET Index ปีนี้ เป็น 1,720 จุด จากเดิม 1,580 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ประเมินไว้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และให้แนวรับที่สำคัญแทน ซึ่งหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดของปีนี้ไปแล้วในช่วงไตรมาส 2 แต่ปัจจัยที่ยังต้องติดตามคือการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่ยังมีลักษณะ K-Shaped ตาม ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินไว้ ซึ่งอาจเป็นแรงกดดันต่อบรรยากาศการลงทุนในบางช่วง แต่เชื่อว่าโมเมนตัมผลประกอบการบริษัทบจ. ยังเป็นแรงขับเคลื่อนของตลาดในระยะถัดไป 

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า จากความพยายามในการปฏิรูปตลาดและการสกัดกั้นบัญชีม้าเริ่มส่งผลเชิงบวกต่อสายตานักลงทุนต่างชาติ สะท้อนได้จากตัวเลขเม็ดเงินลงทุนที่เริ่มไหลกลับเข้ามา โดยในช่วง 13 วันทำการล่าสุด พบว่ามีสถานะซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มเล็งเห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงระบบและผลลัพธ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ขณะที่ มุมมองภาวะหุ้นไทยหลังจากนี้ประเมินต้องเฝ้าระวังช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า และประเมินกรอบดัชนีช่วง 1-3 สัปดาห์ แนวรับสำคัญไว้ที่ 1,590-1,600 จุด และวางแนวต้านไว้ที่ 1,650-1,660 จุด ปัจจัยสำคัญ คือ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ ประเมินว่าเป็นความพยายามในการควบคุมความขัดแย้งให้อยู่ในวงจำกัด แม้จะยังมีความตึงเครียดสูงแต่ยังคงมีการเจรจาหารือกันอยู่

มองว่าภายใน 3 สัปดาห์ข้างหน้า หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายและราคาน้ำมันยังคงทรงตัวอยู่ใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกลายเป็นความเสี่ยงต่อวงจรดอกเบี้ยและต้นทุนพลังงานที่จะกลับมาทำร้ายเศรษฐกิจในระยะถัดไป

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บล.บัวหลวง กล่าวว่า ปีนี้ประเมินตามแนว conservative เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่ชัดเจนนัก คาดว่า ฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยราว 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยในช่วงปี 2564-2566 ฟันด์โฟล์ไหลเข้าราว 1.5 แสนล้านบาท เฉลี่ยต่างชาติเข้าซื้อหุ้นไทยประมาน 10-12 เดือน 

อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นยังมอง sideway up และฟันโฟลว์น่าจะยังทยอยเข้าต่อเนื่อง ปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง ยังสร้างความผันผวนให้กับตลาด แต่ไม่น่าจะลุกลามเป็นสงครามรุนแรง แต่น่าจะทำให้ราคาพลังงานทรงตัวนานกว่าคาดดัชนีหุ้นไทยระยะ 1 เดือนข้างหน้า ให้แนวรับ 1,610 จุด และแนวต้าน1,670 จุด