วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ก.ล.ต.ลุยสอบปม ‘สุภาพร’ ทุกมิติ จ่ออุดช่องโหว่เกณฑ์แบบ 246-2

ก.ล.ต. เดินหน้ายกระดับความเชื่อมั่น “ตลาดทุนไทย” ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ บก.ปอศ. เร่งขยายผลสืบสวนคดีรายงานข้อมูลเท็จ-บัญชีม้า และการปั่นหุ้น ยึดหลักเกณฑ์บังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้อง เปิดโอกาส “ผู้ถูกกล่าวหา” ชี้แจง จ่อปรับปรุงหลักเกณฑ์รายงาน “แบบ 246-2” เพื่อ “ปิดช่องโหว่” ขบวนการทุจริต “บล.กรุงศรี” หนุนยกระดับความโปร่งใส “สกัดทุนเทา-สแกมเมอร์” 

KEY POINTS

  • ก.ล.ต. ร่วมกับ บก.ปอศ. ดำเนินการสอบสวนกรณีคุณสุภาพร พิมพงษ์ ที่ยื่นรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จทั้งหมด
  • การสอบสวนจะขยายผลครอบคลุมทุกมิติ ไม่จำกัดแค่การรายงานข้อมูลเท็จ แต่รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้บัญชีม้า และการสร้างราคาหลักทรัพย์ (ปั่นหุ้น)
  • ก.ล.ต. กำลังพิจารณาปรับปรุงเกณฑ์ และระบบการยื่นแบบ 246-2 เพื่ออุดช่องโหว่ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต

ยังอยู่ในความสนใจ และข้อกังขาของนักลงทุนใน “ตลาดทุนไทย” กรณี “สุภาพร พิมพงษ์” ผู้ยื่นแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE และรายงานการได้มาของหลักทรัพย์ จำนวน 6 รายงาน รวม 5 หลักทรัพย์ ผ่านระบบสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สุดท้ายเฉลยเป็น “ข้อมูลเท็จทั้งหมด” ประกอบด้วย  

1. ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ทำรายเมื่อ 11 เม.ย.2566 สัดส่วน 5.0122% 

2. ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ทำรายการเมื่อ 13 ส.ค.2568 สัดส่วน 5.1097%

3. บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) ทำรายการเมื่อ 14 ก.ย.2564 สัดส่วน 9.9906%

4. บมจ.เอเชีย อาวิเอชั่น (AAV) ทำรายการเมื่อ 6 พ.ย.2566 สัดส่วน 5.3362%

5. บมจ.จี เจ สตีล (GJS) มี 2 รายการ ทำเมื่อ 9 ก.พ.2565 สัดส่วน 80.9071% และ 2 ก.พ.2566 สัดส่วน 48.6943%

ล่าสุดต้องเผชิญ “บทลงโทษ” ข้อหาแจ้งข้อมูลเท็จหลัง ก.ล.ต.ประสานกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เรียก “สุภาพร” มาให้ปากคำวันที่ 10 ก.ค.2569

ก.ล.ต.ลุยสอบทุกมิติ 'ข้อมูลเท็จ-บัญชีม้า-ปั่นหุ้น'

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยถึง ความคืบหน้า หลังจาก ก.ล.ต. และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมสอบถ้อยคำเกี่ยวกับกรณีการรายงานข้อมูลในแบบรายงานการได้มา หรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ “นางสาวสุภาพร พิมพงษ์” ว่า ขณะนี้กระบวนการดำเนินงานกำลังเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างรัดกุมอยู่ระหว่างเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงตามหลักเกณฑ์การบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้อง (Due Process of Law) ซึ่งทาง ก.ล.ต. จะเปิดเผยรายละเอียดให้สาธารณชนรับทราบทันทีเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

 

สำหรับข้อซักถามเกี่ยวกับมาตรฐาน และการปรับปรุงระบบการกรอกข้อมูลในแบบ 246-2 นั้น ทาง ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ก.ล.ต. ติดตาม รับฟังข้อมูลความคิดเห็นในด้านต่างๆ พร้อมชี้แจงการดำเนินการ เพื่อป้องกันการสับสนจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้องที่มีการเผยแพร่ และพร้อมรับข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการเพิ่มเติมเพื่อนำมาศึกษาผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องป้องปรามเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวเพื่อให้เกิดความมั่นใจในข้อมูลที่เป็นสารสนเทศที่ถูกต้องในตลาดทุนต่อไป

ยันข้อมูลตรงกับ บก.ปอศ. ปัดตอบปมคลิปโซเชียล

ส่วนกรณีเผยแพร่คลิปใบหน้า “สุภาพร” จนนำไปสู่การตั้งข้อสังเกตเรื่องการสวมสิทธิ หรือการเป็นบุคคลเดียวกับที่หน่วยงานเรียกมาให้ถ้อยคำหรือไม่นั้น โฆษก ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. ได้ร่วมกับ บก.ปอศ. สอบบุคคลที่รายงานเข้ามาอย่างใกล้ชิด ข้อมูลทั้งสองหน่วยงานจึงเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน แต่เนื่องจากขณะนี้อยู่ในกระบวนการทางกฎหมายจึงไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

“ก.ล.ต. และ บก.ปอศ. ทำงานร่วมกันใกล้ชิด ข้อมูลทั้งหมดเป็นชุดเดียวกัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายในชั้นสอบสวน จึงยังไม่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้ขณะนี้”

ขยายผลสอบ “บัญชีม้า-สร้างราคา” ทุกมิติ

สำหรับ แนวโน้มขยายผลไปสู่ขบวนการสร้างราคาหุ้น (ปั่นหุ้น) หรือใช้บัญชีม้า ก.ล.ต. จะไม่จำกัดการตรวจสอบแค่การรายงานข้อมูลเท็จ แต่พร้อมตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานทุกมิติที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ

หากตรวจสอบแล้วพบว่า ข้อมูลมีความเชื่อมโยงไปถึงความผิดอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. จะดำเนินคดีตามกฎหมายเคร่งครัด หากพบเข้าข่ายผิดตามกฎหมายอื่นก็พร้อมประสานส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที

ส่วนกำหนดการที่จะเรียกตัว “สุภาพร” เข้ามาให้ถ้อยคำเพิ่มอีกเมื่อใดนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยวัน เวลา และสถานที่ได้ เนื่องจากเรื่องอยู่ระหว่างการบังคับใช้กฎหมาย และการเปิดเผยข้อมูลก่อนกระบวนการเสร็จสิ้น อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการสืบสวนสอบสวน รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องหากมีความคืบหน้า ก.ล.ต. จะแถลงให้ทราบต่อไป

ยกระดับ 'โปร่งใส สกัดทุนเทา-สแกมเมอร์'

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงาน ก.ล.ต. และสำนักงาน ปปง. เปิดโครงการ Connect the Dots พร้อมพัฒนาระบบ CHECKED อาจถูกมองเป็นเพียงมาตรการปราบบัญชีม้า และสกัดนอมินี แต่หากมองมุมมหภาคอาจเป็นการลงทุนใน Financial Intelligence Infrastructure ที่สำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายปี

เป้าหมายระบบคือ เชื่อมข้อมูลระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลให้ติดตามเส้นทางเงิน ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ สกัดการฟอกเงินได้เร็วขึ้นสอดคล้องมาตรฐานสากลด้านการป้องกันการฟอกเงิน (AML/CFT) ที่หลายประเทศกำลังเร่งพัฒนา

ข้อมูลกระทรวงการคลัง ระบุว่า ความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในไทยอยู่ที่ประมาณ 115,300 ล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 0.6% ของ GDP ไทย หากอ้างอิง GDP ปัจจุบันราว 18.5 ล้านล้านบาท หมายความว่าเม็ดเงินมหาศาลกำลังไหลออกจากระบบเศรษฐกิจที่แท้จริงไปสู่เศรษฐกิจใต้ดิน

หากระบบ CHECKED ลดความเสียหายดังกล่าวได้เพียง 10% จะทำให้เงินหมุนกลับเข้าระบบกว่า 11,500 ล้านบาท , 25% เท่ากับประมาณ 28,800 ล้านบาท และ 50% สูงถึง 57,600 ล้านบาท หรือราว 0.3% ของ GDP

แม้ตัวเลขดังกล่าวจะไม่ได้แปลเป็น GDP เพิ่มขึ้นทั้งหมด แต่เป็นการลดการรั่วไหลของกำลังซื้อ เพิ่มประสิทธิภาพระบบการเงินช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมายมากขึ้น ผลกระทบที่สำคัญกว่า คือ Country Risk Premium นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ประเมินเพียงการเติบโต GDP แต่พิจารณาคุณภาพระบบกำกับดูแล ความโปร่งใส และมาตรฐานการป้องกันการฟอกเงิน ประเทศที่มีระบบ AML/CFT แข็งแกร่ง มักได้รับความเชื่อมั่นสูงกว่า และดึงดูดลงทุนจากต่างประเทศได้มากกว่า

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์