กรณีกระทรวงการคลังเตรียมรื้อฟื้น “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย” (Thailand Future Fund: TFF) กลับมาเป็นอีกหนึ่ง “เครื่องมือระดมทุน” เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วย “เพิ่มทางเลือก” ในการจัดหาแหล่งเงินลงทุน ลดภาระการก่อหนี้ของภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ของรัฐ ขณะเดียวกัน หากโครงการมีความชัดเจนมากขึ้น คาดว่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนในตลาดทุน
“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การรื้อฟื้น Thailand Future Fund เป็นอีกทางเลือกสำคัญในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะการคลังและสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ของ GDP โดยการนำสินทรัพย์หรือรายได้ในอนาคตของรัฐมาแปลงเป็นเงินทุนจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงลดความจำเป็นในการก่อหนี้ใหม่ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านตลาดทุน
นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดแรงกดดันต่อการขาดดุลงบประมาณและบรรเทาผลกระทบจากภาวะการที่ภาครัฐแข่งขันระดมทุนกับภาคเอกชน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของระบบไม่เร่งตัวสูงเกินไป และเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจมากขึ้น
ขณะเดียวกันการรื้อฟื้น TFF ยังช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ในตลาดทุน และเปิดทางให้นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จะได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะโบรกเกอร์รายใหญ่ที่มีศักยภาพด้านวาณิชธนกิจและเครือข่ายนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีโอกาสได้รับบทบาทเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดจำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุน
สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ KKP จากธุรกิจวาณิชธนกิจและที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึง MFC ที่มีโอกาสเข้ามามีบทบาทด้านการบริหารจัดการหรือจัดจำหน่ายกองทุน ขณะที่กลุ่มธุรกิจไฟแนนซ์ โดยรวมมีแนวโน้มได้รับผลบวกจากแรงกดดันด้านต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง หลังภาครัฐลดการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้
“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การรื้อฟื้น Thailand Future Fund เป็นอีกช่องทางสำคัญในการระดมทุนสำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณและเปิดโอกาสให้ใช้ตลาดทุน และเข้ามาสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อยอดจากกองทุน TFFIF และ EGATIF ที่เคยดำเนินการมาแล้ว
ทั้งนี้ หากรัฐบาลเดินหน้าโครงการอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่ากลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) จะได้รับอานิสงส์เป็นกลุ่มแรก จากโอกาสเกิดการปรับมูลค่า เนื่องจากปัจจุบันหลายกองทุนยังให้ผลตอบแทน หรือ Yield ระดับ 7-10% ขณะที่กองทุน Thailand Future Fund รอบใหม่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเพียง 5-6% จึงมีโอกาสที่ผลตอบแทนของกองทุนอาจจะต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ
นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านพลังงานหมุนเวียน มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ หากรัฐบาลนำโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดเข้ามาอยู่ในกองทุน เนื่องจากจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุน รวมถึงลดความเสี่ยงจากการเพิ่มทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้โครงการจากสถาบันการเงิน
ขณะที่ กลุ่มขนส่งและทางด่วน รวมถึงผู้ประกอบการรถไฟฟ้า เช่น BTS อาจได้รับอานิสงส์เช่นกัน หากรัฐบาลขยายขอบเขตการนำสินทรัพย์ด้านระบบรางหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเข้ามาระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความชัดเจนจากกระทรวงการคลังว่าจะนำสินทรัพย์ประเภทใดเข้ากองทุนเป็นลำดับแรก รวมถึงระดับผลตอบแทนของ Thailand Future Fund รอบใหม่ที่จะต้องสามารถแข่งขันกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐานและ REIT ที่มีอยู่ในตลาดได้เดิมได้มากน้อยเพียงใด
“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังรื้อฟื้นโครงการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย ถือเป็นอีกแนวทางในการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง โดยใช้สินทรัพย์ของรัฐที่มีรายได้ประจำ เช่น โครงการทางพิเศษ เป็นฐานในการระดมทุนผ่านตลาดทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการใหม่ ช่วยลดความจำเป็นในการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติม
หากการระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund เดินหน้าได้สำเร็จ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK และ STECON กลุ่มวัสดุก่อสร้างและ SCC รวมถึงผู้ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างอย่าง GLOBAL และ DOHOME จะได้รับอานิสงส์จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ
“การรื้อฟื้น TFF มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกในการระดมทุน หลังงบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นรายจ่ายประจำ ทำให้เหลืองบลงทุนจำกัด จึงต้องอาศัยกลไกตลาดทุนมาสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว”
นอกจากนี้ การรื้อฟื้น TFF ยังถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากหากรัฐบาลสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และเป็นแรงหนุนต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้างในระยะถัดไป


