วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ลุ้นรัฐฟื้น ‘กองทุนทีเอฟเอฟ’ โบรกเกอร์หนุน ‘กลุ่มรับเหมา-โรงไฟฟ้า’ เด่น 

รัฐบาลเตรียมรื้อฟื้นกองทุน Thailand Future Fund (TFF) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระหนี้ภาครัฐ และดึงเงินลงทุนผ่านตลาดทุน ขณะที่โบรกเกอร์มองเป็นปัจจัยบวกต่อหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรับเหมาก่อสร้าง โรงไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หากแผนเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

KEY POINTS

  • กระทรวงการคลังเตรียมรื้อฟื้น “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย” (TFF) เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือระดมทุนสำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์ของประเทศ ซึ่งจะช่วยลดภาระการก่อหนี้ของภาครัฐ
  • นักวิเคราะห์จากหลายบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) มองว่า หากโครงการเดินหน้าได้สำเร็จ กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงคือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK, STECON และกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เช่น SCC, GLOBAL, DOHOME
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านพลังงานหมุนเวียน เป็นอีกกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ หากรัฐบาลนำโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดเข้ามาอยู่ในกองทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุน
  • การรื้อฟื้นกองทุน TFF มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกในการระดมทุน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง และสัดส่วนหนี้สาธารณะที่ใกล้กรอบเพดาน โดยใช้สินทรัพย์ของรัฐมาแปลงเป็นเงินทุน
  • กลุ่มอื่นๆ ที่คาดว่าจะได้รับผลบวก ได้แก่ กลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ REIT, กลุ่มขนส่งและทางด่วน, และกลุ่มบริษัทหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพด้านวาณิชธนกิจ เช่น KKP และ MFC

กรณีกระทรวงการคลังเตรียมรื้อฟื้น “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย” (Thailand Future Fund: TFF) กลับมาเป็นอีกหนึ่ง “เครื่องมือระดมทุน” เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วย “เพิ่มทางเลือก” ในการจัดหาแหล่งเงินลงทุน ลดภาระการก่อหนี้ของภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ของรัฐ ขณะเดียวกัน หากโครงการมีความชัดเจนมากขึ้น คาดว่าจะส่งผลบวกต่อหุ้นในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะรับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการระดมทุนในตลาดทุน

ลุ้นรัฐฟื้น ‘กองทุนทีเอฟเอฟ’ โบรกเกอร์หนุน ‘กลุ่มรับเหมา-โรงไฟฟ้า’ เด่น 

“กิจพณ ไพรไพศาลกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การรื้อฟื้น Thailand Future Fund เป็นอีกทางเลือกสำคัญในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง และสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เข้าใกล้กรอบเพดาน 70% ของ GDP โดยการนำสินทรัพย์หรือรายได้ในอนาคตของรัฐมาแปลงเป็นเงินทุนจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รวมถึงลดความจำเป็นในการก่อหนี้ใหม่ และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านตลาดทุน

นอกจากนี้ แนวทางดังกล่าวยังช่วยลดแรงกดดันต่อการขาดดุลงบประมาณ และบรรเทาผลกระทบจากภาวะการที่ภาครัฐแข่งขันระดมทุนกับภาคเอกชน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของระบบไม่เร่งตัวสูงเกินไป และเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของภาคธุรกิจมากขึ้น

ขณะเดียวกันการรื้อฟื้น TFF ยังช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ในตลาดทุน และเปิดทางให้นักลงทุนมีทางเลือกในการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จะได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะโบรกเกอร์รายใหญ่ที่มีศักยภาพด้านวาณิชธนกิจ และเครือข่ายนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีโอกาสได้รับบทบาทเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดจำหน่ายหน่วยลงทุนของกองทุน

สำหรับหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ ได้แก่ KKP จากธุรกิจวาณิชธนกิจ และที่ปรึกษาทางการเงิน รวมถึง MFC ที่มีโอกาสเข้ามามีบทบาทด้านการบริหารจัดการหรือจัดจำหน่ายกองทุน ขณะที่กลุ่มธุรกิจไฟแนนซ์ โดยรวมมีแนวโน้มได้รับผลบวกจากแรงกดดันด้านต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง หลังภาครัฐลดการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้

“ณัฐพล คำถาเครือ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า การรื้อฟื้น Thailand Future Fund เป็นอีกช่องทางสำคัญในการระดมทุนสำหรับโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณ และเปิดโอกาสให้ใช้ตลาดทุน และเข้ามาสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่อยอดจากกองทุน TFFIF และ EGATIF ที่เคยดำเนินการมาแล้ว

ทั้งนี้ หากรัฐบาลเดินหน้าโครงการอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่ากลุ่มกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) จะได้รับอานิสงส์เป็นกลุ่มแรก จากโอกาสเกิดการปรับมูลค่า เนื่องจากปัจจุบันหลายกองทุนยังให้ผลตอบแทน หรือ Yield ระดับ 7-10% ขณะที่กองทุน Thailand Future Fund รอบใหม่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนเพียง 5-6% จึงมีโอกาสที่ผลตอบแทนของกองทุนอาจจะต้องปรับตัวสูงขึ้นเพื่อให้เกิดแรงจูงใจ

นอกจากนี้ กลุ่มโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านพลังงานหมุนเวียน มีแนวโน้มได้รับประโยชน์ หากรัฐบาลนำโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดเข้ามาอยู่ในกองทุน เนื่องจากจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุน รวมถึงลดความเสี่ยงจากการเพิ่มทุน และลดการพึ่งพาเงินกู้โครงการจากสถาบันการเงิน

ขณะที่ กลุ่มขนส่ง และทางด่วน รวมถึงผู้ประกอบการรถไฟฟ้า เช่น BTS อาจได้รับอานิสงส์เช่นกัน หากรัฐบาลขยายขอบเขตการนำสินทรัพย์ด้านระบบรางหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมเข้ามาระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความชัดเจนจากกระทรวงการคลังว่าจะนำสินทรัพย์ประเภทใดเข้ากองทุนเป็นลำดับแรก รวมถึงระดับผลตอบแทนของ Thailand Future Fund รอบใหม่ที่จะต้องสามารถแข่งขันกับกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ REIT ที่มีอยู่ในตลาดได้เดิมได้มากน้อยเพียงใด

“วทัญ จิตต์สมนึก” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บล.พาย กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังรื้อฟื้นโครงการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย ถือเป็นอีกแนวทางในการระดมทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านฐานะการคลัง โดยใช้สินทรัพย์ของรัฐที่มีรายได้ประจำ เช่น โครงการทางพิเศษ เป็นฐานในการระดมทุนผ่านตลาดทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการใหม่ ช่วยลดความจำเป็นในการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มเติม

หากการระดมทุนผ่าน Thailand Future Fund เดินหน้าได้สำเร็จ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK และ STECON กลุ่มวัสดุก่อสร้างและ SCC รวมถึงผู้ค้าปลีกวัสดุก่อสร้างอย่าง GLOBAL และ DOHOME จะได้รับอานิสงส์จากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ

“การรื้อฟื้น TFF มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกในการระดมทุน หลังงบประมาณภาครัฐส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นรายจ่ายประจำ ทำให้เหลืองบลงทุนจำกัด จึงต้องอาศัยกลไกตลาดทุนมาสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว”

นอกจากนี้ การรื้อฟื้น TFF ยังถือเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากหากรัฐบาลสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และเป็นแรงหนุนต่อหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และวัสดุก่อสร้างในระยะถัดไป

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์