วันอังคาร ที่ 14 กรกฎาคม 2569

Login
Login

จับตา ‘เงินเฟ้อสหรัฐ’ ชี้ชะตา ‘หุ้นไทย’ เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ยรับราคาน้ำมันผันผวน?

“บล.พาย” ประเมินตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐในระยะต่อจากนี้มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงที่ 3.4-4% จากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลต่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กดดันให้เฟดอาจต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้และปีหน้า สะเทือนถึงตลาดหุ้นไทยที่อยู่ในภาวะเปราะบางมีความเสี่ยงปรับฐาน ฝั่ง “บล.กรุงศรี” มองเชิงบวก ตลาดแรงงานสหรัฐที่อ่อนตัวทำให้ส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ช้า ยังกระทบราคาสินค้า-อาหารจำกัด

นายวทัญ จิตต์สมนึก ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐ​ หรือ CPI ที่จะประกาศในคืนนี้ คือตัวแปรสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการจากมุมมองของผู้บริโภค ซึ่งสามารถใช้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อได้ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด

ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่าตัวเลข CPI ของสหรัฐจะออกมาที่ 3.8% ใกล้เคียงกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในปัจจุบัน โดยทฤษฎีแล้วอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะต้องสูงกว่าเงินเฟ้อราว 0.5% เพื่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ ดังนั้น หากตัวเลข CPI ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด อาจเป็นแรงหนุนให้เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น สะท้อนสัญญาณเชิงลบต่อตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น รวมถึงตลาดทองคำ

“เดือนมิ.ย. 2569 เป็นเดือนที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างมาก จากที่เคยสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมาที่ราว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะฉะนั้นเป็นไปได้ว่า CPI ที่รายงานออกมาอาจต่ำกว่า 3.8% อย่างไรก็ตามช่วงหลายเดือนต่อจากนี้ทิศทางเงินเฟ้ออาจปรับลดลงได้ยาก และคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูงยาวนานในกรอบ 3.4-4% เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ”

เมื่อพิจารณาจากทิศทางเงินเฟ้อ มองว่ามีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง โดยแบ่งเป็น 1 ครั้งในปี 2569 และอีก 1 ครั้งในปี 2570 โดยคาดว่าปัจจัยดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในจุดที่ค่อนข้าง "เปราะบาง" เนื่องจากมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวด้วยพีอี (P/E) 16 เท่า ทำให้ดัชนีมีโอกาสปรับฐานได้ เพียงแต่จะเริ่มตอนไหนนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะเวลาและความเสี่ยง

ตัวเลขแรงงานที่ไม่แข็งแรงชะลอการตัดสินใจของเฟด

นายสุวัฒน์ วัฒนพรพรหม ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล. กรุงศรี จำกัด ให้มุมมองเชิงบวกมากกว่า โดยกล่าวว่า CPI ของสหรัฐในเดือนมิ.ย. จะลดลงราว 18-20% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่าง CPI ปีนี้กับปีที่แล้ว (YoY Gap) ที่แคบลง บ่งบอกว่าราคาสินค้าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเริ่มทรงตัว

โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองคือ ธุรกิจจะส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคได้รวดเร็วเพียงใด ซึ่งความเร็วในการส่งผ่านยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ อย่างความเข้มแข็งใน "ภาคแรงงาน" ซึ่งยิ่งมีความเข้มแข็งมาก ผู้ผลิตก็สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ง่าย

 

ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ภาคแรงงานของสหรัฐมีความแข็งแรง ทำให้เงินเฟ้อส่งผ่านได้อย่างรวดเร็ว ผ่านราคาที่อยู่อาศัย รวมถึงราคาสินค้าและอาหาร แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับตัวเลขแรงงานในเดือนมิ.ย. 2569 ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทำให้เรามองว่าเงินเฟ้อได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ส่วนจะลดลงเร็วหรือไม่นั้น ต้องรอประเมินสถานการณ์ เนื่องจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน

แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปี 2569 แต่ราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคช้ากว่าคาด อาจทำให้เรายังคงมุมมองเชิงบวกว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย หรือลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในช่วงปลายปีนี้