วิกฤติความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยกำลังถูกท้าทายอีกครั้ง จากกรณีล่าสุดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในแวดวงการเงิน และผู้ลงทุน นั่นคือ เคสของ “สุภาพร พิมพงษ์” ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในตลาดทุนไทยช่วงต้นเดือนก.ค.นี้ คือ กรณี "การรายงานพอร์ตหุ้นทิพย์มูลค่าเกือบแสนล้านบาท" ซึ่งสั่นสะเทือนระบบการคัดกรองข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อย่างรุนแรง
บิ๊กดีลปริศนาโผล่ระบบ ก.ล.ต.
จากจุดเริ่มต้นขึ้น เมื่อ 3 ก.ค.69 ที่ผ่านมานี้ ระบบเผยแพร่ข้อมูลของ ก.ล.ต. ปรากฏแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ระบุชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" เข้าซื้อ และถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนชั้นนำและยักษ์ใหญ่ของประเทศรวม 7 รายการ จาก 6 บริษัท (เช่น หุ้น TRUE ในสัดส่วนสูงถึง 7.09%, หุ้น KBANK, และ MAJOR เป็นต้น) คิดเป็นมูลค่ารวมกันทางตัวเลขสูงกว่า 94,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างความแตกตื่นให้แก่นักลงทุนเป็นอย่างมาก
แกะรอย พบเป็น "หุ้นทิพย์" ไร้ตัวตนในทะเบียน
หลังจากดีลดังกล่าวปรากฏ นักวิเคราะห์ และบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เกี่ยวข้องได้เร่งเข้าไปตรวจสอบ "สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นตัวจริง" ของระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) ทันที และพบความจริงที่น่าตกใจว่า
-ไม่เคยมีชื่อบุคคลที่ชื่อ "สุภาพร พิมพงษ์" อยู่ในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเลยแม้แต่บริษัทเดียว
- มีการยื่นรายงานอ้างสิทธิถือหลักทรัพย์ประเภทที่บริษัทนั้นๆ ไม่เคยจัดสรรหรือออกให้มาก่อน (เช่น อ้างสิทธิในหุ้นบุริมสิทธิ)
- ข้อเท็จจริงขัดแย้งอย่างรุนแรงจนกลายเป็นการรายงาน "พอร์ตหุ้นทิพย์"
มาตรการของ ก.ล.ต.
การดำเนินการหลังจากสำนักงาน ก.ล.ต. ตรวจพบว่า รายการดังกล่าวไม่ใช่ธุรกรรมที่มีอยู่จริง จึงได้สั่งลบข้อมูลเท็จดังกล่าวออกจากระบบทันที และทางบริษัท TRUE ก็ได้ยืนยันว่าไม่พบรายชื่อของเธอในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด
ทางสำนักงาน ก.ล.ต. ดำเนินการตั้งข้อหาทางกฎหมาย การจงใจนำส่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรืออาจก่อให้เกิดความสำคัญผิดในสาระสำคัญต่อ ก.ล.ต. ถือเป็นความผิดร้ายแรงตาม มาตรา 302/1 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีโทษจำคุก (สูงสุด 1 ปี) และปรับเงิน
พร้อมกับ ส่งต่อคดี ซึ่งทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ประสานงานร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อเรียกสอบสวนหาตัวการที่แท้จริงเบื้องหลังการยื่นข้อมูลทิพย์ในครั้งนี้
พฤติการณ์ช่องโหว่เดิมในบริบทใหม่
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสั่นสะเทือนให้กับนักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแลเป็นอย่างมาก จนกระทั่ง ก.ล.ต. ได้ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับตำรวจ บก.ปอศ.
โดยพบข้อสรุปสำคัญดังนี้
ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจผิด - คุณสุภาพรได้เข้าให้ปากคำ และยอมรับว่า ตนเองไม่มีความรู้ด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เลย
จุดเริ่มต้นของปัญหา - เธอต้องการเพียงแค่ตรวจสอบมูลค่ากองทุนรวมที่เคยซื้อไว้เมื่อ 10 ปีก่อน แต่ด้วยความไม่เข้าใจในระบบ จึงได้นำข้อมูลที่ค้นพบบนหน้าเว็บไซต์ Thai NVDR มากรอกลงในรายงานแบบ 246-2
แน่นอนว่า ปมประเด็นที่สังคมตั้งคำถาม และคาใจ ต่อ ก.ล.ต. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า “เหตุใดระบบคัดกรองของ ก.ล.ต. จึงปล่อยให้ข้อมูลการถือหุ้นมูลค่าเฉียดแสนล้านบาทที่ไม่เป็นความจริง หลุดรอดมาเผยแพร่สู่สาธารณะจนสร้างความปั่นป่วนได้”
หากจากข้อมูลพฤติการณ์ในเคสนี้ พบว่า รูปแบบการกระทำความผิดไม่ได้เป็นสิ่งใหม่ถอดด้าม แต่เป็นการอาศัยจุดบอดของการควบคุมภายใน อาศัยช่องว่างทางกฎหมาย และการตรวจสอบที่ล่าช้าในการทำธุรกรรมหรือการบริหารจัดการสินทรัพย์/งบการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย และภาพรวมของความโปร่งใสในบริษัทจดทะเบียน (บจ.)
“สิ่งที่น่ากังวล” คือ กระบวนการตรวจจับ (Detection) ที่ยังทำงานได้ช้ากว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น กว่าที่หน่วยงานกำกับดูแลหรือผู้สอบบัญชีจะส่งสัญญาณเตือนภัย (Early Warning) ความเสียหายก็แผ่ขยายวงกว้างไปเรียบร้อยแล้ว
รายงานข่าว สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา "ไม่เคยเกิด" เหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นในไทยมาก่อน อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ในลักษณะนี้ "เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่น" เช่น สหรัฐอเมริกา ที่เคยประสบปัญหาการท้าทายระบบแบบเดียวกัน
ความเท่าเทียมของข้อมูลนั้น ก.ล.ต. มีหลักการว่าเมื่อมีการยื่นรายงาน ข้อมูลสำคัญควรได้รับการเผยแพร่เพื่อให้ทุกคนรับรู้พร้อมกันทันที ไม่ควรให้ ก.ล.ต. กักข้อมูลไว้ตรวจสอบก่อน เพราะจะทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูล
และหน้าที่ความรับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อมูลเป็นของผู้ยื่นรายงาน แต่ ก.ล.ต. จะทำหน้าที่เฝ้าระวัง หากพบข้อสังเกตก็จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบและขึ้นป้ายเตือน ทางด้าน มาตรฐานระบบ ก.ล.ต. ยืนยันว่าระบบการลงทะเบียนไม่ได้ "หลวม" และมีมาตรฐานที่เพียงพอ โดยมีการถามข้อมูลเชิงลึกเพื่อยืนยันตัวตน
สำหรับความคืบหน้า และการดำเนินการทางกฎหมาย นั้น ก.ล.ต. ได้มีการติดต่อ และยืนยันแล้วว่าผู้รายงานมีตัวตนจริง และได้มีการสอบถามไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องครบทั้ง 6 แห่งแล้ว ขณะที่การขยายผลขณะนี้อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ เส้นทางการเงิน และประเด็นเรื่อง "บัญชีม้า"
ทางด้านบทลงโทษยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินคดีอย่างไร และจะนับเป็นรายกระทงความผิดหรือรวมเป็นคดีเดียว ซึ่งต้องรอผลสรุปจากการตรวจสอบที่ชัดเจนก่อน
ถึงแม้ว่า กระบวนการรายงาน ของก.ล.ต จะระบุว่า เป็นไปตามมาตรฐานสากล แต่เคส “สุภาพร พิมพงษ์” กลายเป็นภาพสะท้อนเด่นชัดว่า "ช่องโหว่" ในระบบการกำกับดูแลและการตรวจสอบ ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องเร่งชี้แจง และลงมือแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะแนวทาง อุดช่องโหว่ของระบบรับรองตัวตน และการยื่นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์โดยด่วน ก่อนที่กลไกความเชื่อมั่นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดหุ้นไทยจะพังทลายลงมากกว่านี้
ปลายทาง เคส “สุภาพร พิมพงษ์” ยังคงรอการกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จ และการบังคับใช้กฎหมาย แต่นับเป็น "บททดสอบความศักดิ์สิทธิ์" ของ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในยุคที่เม็ดเงินลงทุนมีทางเลือกมากมายทั่วโลก
หากมองไปยังปลายทางของเรื่องนี้ สิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อคือ "ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง" ที่โปร่งใส ชัดเจน และรวดเร็วจากหน่วยงานกำกับดูแล
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของคดีนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ระบบการตรวจสอบของตลาดทุนไทยมี ประสิทธิภาพมากพอที่จะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับคืนมาได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งบทเรียนที่ทิ้งคำถามไว้ให้สังคม
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



