เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. 2569 ปฏิกิริยาแรกของ “ตลาดเงิน-ตลาดทุน” เข้าสู่โหมด “ความไม่แน่นอน” ทันที สะท้อนจาก “เม็ดเงินลงทุน” ไหลออกจาก “สินทรัพย์เสี่ยง” อย่าง “หุ้น” เข้าสู่ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Haven) อย่าง “ทองคำ” บ่งชี้การทำ “สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์” (All-Time High) ที่ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ “ทองคำไทย” แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่บาทละ 81,950 บาท ก่อนที่ทองคำจะผันผวนหนักหลังราคาปรับตัวขึ้นไประดับสูง
ปัจจัยเสี่ยงข้างต้นคือ โลกการลงทุนที่เจอมาตลอด แต่โลกการลงทุนยุคใหม่ที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วย “เทคโนโลยี” โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เป็น “ดาวเด่น” ในปัจจุบันหลังราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวทะยานขึ้นสูง แต่เป็น “สัจจธรรม” ของการลงทุนเมื่อราคาหุ้นขึ้นไปสูงก็จะนำไปสู่ “การปรับฐานครั้งใหญ่” สะท้อนตลาดหุ้นโลกเผชิญความผันผวนมากขึ้นจากความกังวล “ฟองสบู่” ในกลุ่มหุ้นเทค แม้ตลาดหุ้นไทยไม่มีหุ้นกลุ่มเทค แต่ได้รับผลกระทบทางอ้อมที่ค่อนข้างจำกัดด้วยปัจจัยหนุนในประเทศ
สอดคล้อง “ตลาดหุ้นไทย” ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 จะสร้าง “ผลตอบแทน” โดดเด่นติดอันดับต้น ๆ ของโลก สะท้อนภาพดัชนี SET INDEX ปิดที่ 1,591.24 จุด เพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า และ 26.3% จากสิ้นปี 2568 แต่แรงขับเคลื่อนหลัก ๆ ยังคง “กระจุกตัว” อยู่ใน “หุ้นกลุ่มขนาดใหญ่” เพียงไม่กี่ตัว
โดยเฉพาะหุ้นที่ได้อานิสงส์จากกระแส “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) ซึ่งนักลงทุนรายใหญ่ มองว่าครึ่งปีหลังตลาดมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น หลังหุ้นหลายตัวปรับขึ้นมาสูง จึงแนะนักลงทุนเพิ่มความระมัดระวัง เน้นคัดเลือกหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาเหมาะสม และมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการหมุนเวียน “เม็ดเงินลงทุน” จากหุ้นขนาดใหญ่ไปสู่หุ้น Value รวมถึงหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่ราคายังไม่สะท้อนพื้นฐาน
“ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) หรือ “วีไอ” ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หุ้นไทยครึ่งปีแรกให้ผลตอบแทนโดดเด่น โดยดัชนีปรับขึ้นมากกว่า 25% จากต้นปี ติดอันดับตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่การปรับขึ้นกระจุกตัวอยู่ในหุ้นไม่กี่ตัว โดยเฉพาะหุ้น Growth ที่ได้อานิสงส์จากกระแส AI และหุ้นกลุ่มพลังงาน
“แม้ดัชนีจะขึ้นแรง แต่คนที่ไม่ได้ลงทุนในหุ้น AI หรือหุ้นที่มี Story เติบโต ก็แทบไม่ได้ผลตอบแทน แม้แต่พอร์ตของผมเองก็ยังให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาด เพราะไม่ได้เน้นหุ้นกลุ่มนี้”
สำหรับครึ่งปีหลังต้องจับตาความเสี่ยงหุ้น Growth หลังราคาปรับขึ้นมาสูง ขณะที่ต่างประเทศเริ่มมีสัญญาณพูดถึงการปรับฐานของ “หุ้นกลุ่ม AI” หากเกิดแรงขายรุนแรง อาจกดดันตลาดเป็นวงกว้าง และฉุดให้หุ้นทุกกลุ่ม รวมถึง “หุ้นคุณค่า” หรือ “Value” ปรับตัวลงตามได้ แม้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งก็ตาม หากสถานการณ์ไม่รุนแรงเกินไป หุ้นคุณค่าราคายังปรับตัวขึ้นน้อย หรือเป็น “หุ้น Laggard” ซึ่งซบเซามาหลายปี มีโอกาสกลับมาได้รับความสนใจ และฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลัง จากการหมุนเงินลงทุนออกจากหุ้น Growth
ด้านกลยุทธ์การลงทุน ส่วนตัวยังคงเน้นลงทุนในหุ้นที่มีความมั่นคง ปลอดภัย และมีการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว มากกว่าหุ้นที่เติบโตเร็วแต่มีความเสี่ยงสูง พร้อมทั้งยังคงถือเงินสดในสัดส่วนค่อนข้างมาก แม้โดยปกติจะต้องการลงทุนเต็มพอร์ต เนื่องจากมองว่ายังไม่เห็นจังหวะลงทุนที่เหมาะสมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเริ่มทยอยนำเงินสดบางส่วนเข้าลงทุนในหุ้น Value เป็นการทดลองลงทุนในสัดส่วนเล็กน้อย แต่ยังไม่เร่งเพิ่มน้ำหนักการลงทุน เพราะยังต้องระมัดระวังความผันผวนของตลาด
นอกจากนี้ แนวทางการลงทุนส่วนตัวยังคงยึดหลักการเป็นการคัดเลือกหุ้นรายตัวเป็นสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับพื้นฐานธุรกิจมากกว่าการคาดการณ์ทิศทางตลาด แม้จะยอมรับว่าภาวะเศรษฐกิจโลกและแนวโน้มของตลาดยังเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนอยู่เสมอ
“อนุรักษ์ บุญแสวง” นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีแรกให้ผลตอบแทนโดดเด่น ติดอันดับต้น ๆ ของโลก แม้เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยการปรับขึ้นของดัชนีขับเคลื่อนหลักจากหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว นำโดย บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA และ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ซึ่งหลังจากหุ้นขนาดใหญ่ปรับขึ้น เงินลงทุนเริ่มหมุนเข้าสู่หุ้นปันผล โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ก่อนขยายไปยังหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ
สำหรับ ครึ่งปีหลังมองว่าตลาดหุ้นไทยมีความเปราะบางมากขึ้น หลังหุ้นหลายตัวปรับขึ้นมาสูง ทำให้ Upside จำกัด แต่ Downside เพิ่มขึ้น โดยต้องจับตา DELTA เป็นพิเศษ หากกระแส AI และ Data Center ชะลอตัว หรือหุ้น DELTA ปรับฐานแรง อาจกดดันดัชนีตลาดหุ้นไทย
นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นสัญญาณการพักฐานของหุ้นกลุ่ม AI ในตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย
สำหรับกลยุทธ์แนะนำเพิ่มความ “ระมัดระวัง” เน้นคัดเลือก “หุ้นรายตัว” ที่ “ราคาไม่แพง” เทียบกับปัจจัยพื้นฐาน มีเงินปันผลสม่ำเสมอ และธุรกิจแข็งแกร่ง โดยมอง “หุ้นปันผล” เป็นทางเลือกที่เหมาะในภาวะตลาดผันผวน เพราะช่วยสร้างกระแสเงินสดและมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้นเก็งกำไร ทำให้จำกัดความเสี่ยงและรักษามูลค่าพอร์ตได้ดีกว่าในระยะยาว
“ทิวา ชินธาดาพงศ์” นายกสมาคมนักลงทุนประเทศไทย กล่าวว่า พอร์ตลงทุนครึ่งปีแรกไม่ได้ปรับมากนัก แต่ยังถูกกดดันจากการถือ “หุ้นจีน” ในสัดส่วนสูง ซึ่งให้ “ผลตอบแทน” ติดลบราว 15-20% ขณะที่ ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นประมาณ 20-26% จากต้นปี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีสัดส่วนหุ้นไทยไม่มาก ภาพรวมพอร์ตจึงยังติดลบเล็กน้อย
โดยหลักการลงทุนแบบ VI คือ “ขายแพง” ไป “ซื้อถูก” ดังนั้น หากมีหุ้นไทยในพอร์ตมากกว่านี้ ก็อาจทยอยขายบางส่วนเพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นจีน ซึ่งยังมีราคาถูกกว่าและมีโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว
สำหรับครึ่งปีหลัง มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่ไม่ร้อนแรงเหมือนครึ่งปีแรก โดยคาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600 ปลาย ๆ ถึง 1,700 จุด เนื่องจากราคาหุ้นปรับขึ้นมามากแล้ว และยังไม่มีปัจจัยใหม่หนุนให้ขึ้นถึง 1,800-1,900 จุด แม้เศรษฐกิจและการบริโภคยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่เสถียรภาพของรัฐบาลจะเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินนโยบายและการเบิกจ่ายงบประมาณต่อเนื่อง
ด้านกลยุทธ์แนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นรายตัวที่ราคายังปรับขึ้นไม่ทันพื้นฐาน และมองว่าจะเกิดการหมุนเงินจากหุ้น Big Cap ไปสู่หุ้น Mid Cap และ Small Cap รวมถึงหุ้นในตลาด mai ที่ผลประกอบการหลายบริษัทเติบโต แต่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน โดยย้ำควรเลือกหุ้นที่กำไรเติบโตแต่ราคายังต่ำ พร้อมศึกษาข้อมูลเชิงลึกเพื่อแยกการลงทุนออกจากการเก็งกำไร


