วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม 2569

Login
Login

โบรกประสานเสียง CPALL คาดกำไร 2/69 แตะ 7.75 พันล้าน โต 8-15% รับยอดขาย 7-Eleven หนุน

โบรกเกอร์มอง CPALL ยังแกร่ง คาดกำไรไตรมาส 2/69 แตะ 7.2-7.75 พันล้านบาท เติบโต 6-15% จากปีก่อน รับแรงหนุนยอดขาย 7-Eleven ขยายตัว มาร์จิ้นดีขึ้น และต้นทุนการเงินลดลง แม้ระยะสั้นถูกกดดันจากกำลังซื้อและมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” คงคำแนะนำ “ซื้อ” มองฟื้นตัวชัดเจนครึ่งปีหลัง

นักวิเคราะห์ประเมินทิศทางผลประกอบการ บมจ.ซีพี ออลล์ หรือ CPALL ไตรมาส 2/69 ยังมีแนวโน้มเติบโตจากปีก่อน แม้กำไรอาจชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล โดยได้แรงหนุนหลักมาจากยอดขายธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่ยังขยายตัว การเปิดสาขาใหม่ และอัตรากำไรที่ดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัวและผลกระทบจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

ปิยะธิดา สนธิสมบัติ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ประเมินกำไรสุทธิ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 7.3 พันล้านบาท ลดลง 20% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยกำไรที่ลดลง QoQ เป็นผลจากปัจจัยฤดูกาลและกำลังซื้อที่ชะลอตัว กดดันยอดขาย โดยเฉพาะธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกของ CPAXT รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เพิ่มขึ้น
 

ทั้งนี้กำไรที่เติบโต YoY ได้แรงหนุนจากยอดขายรวมที่คาดเพิ่มขึ้น 2% โดยธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven) ยังเติบโตได้เล็กน้อย จากอากาศร้อน การเปิดสาขาใหม่ และผลกระทบจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เป็นเพียงระยะสั้น ก่อนเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติช่วงครึ่งหลังเดือน มิ.ย. ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยลดลงจากการออกหุ้นกู้ใหม่ทดแทนชุดเดิม

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 คาดกำไรจะชะลอตัว QoQ จากปัจจัยฤดูกาล และผลกระทบจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มีผลเต็มไตรมาส แต่ยังคาดว่ากำไรจะเติบโต YoY จากฐานต่ำในปีก่อน

ทั้งนี้ ยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ของ CPALL ที่ 3.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 16% จากปีก่อน พร้อมคงราคาเป้าหมาย 59 บาท และคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่ากำไรมีโอกาสฟื้นตัวในไตรมาส 4/69 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของธุรกิจ ขณะที่ราคาหุ้นยังซื้อขายด้วย PER 12.8 เท่า ต่ำกว่ากลุ่ม Consumer Staples ที่อยู่ราว 13-16.3 เท่า

ศิริมา ดิสสรา, CFA หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ประเมินกำไรปกติของ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ไตรมาส 2/69 ว่า อยู่ที่ 7.3 พันล้านบาท เติบโต 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 18% จากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล โดยแรงหนุนหลักมาจากยอดขายและอัตรากำไรของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ที่ดีขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยกำไรที่อ่อนตัวลงของ CPAXT

แต่อย่างไรก็ตาม ได้ถอด CPALL ออกจากกลุ่มหุ้น High Conviction เนื่องจากโมเมนตัมยอดขายสาขาเดิม (SSS) เริ่มชะลอตัว หลังได้รับผลกระทบจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือน มิ.ย. และจะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. โดยทำให้ SSS ธุรกิจ CVS เดือน มิ.ย. ลดลงมาอยู่ในระดับทรงตัวจากปีก่อน เทียบกับช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ที่เติบโต 1.5%

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 คาดกำไร CPALL จะเติบโตเล็กน้อยจากปีก่อน จากอัตรากำไรธุรกิจ CVS ที่ดีขึ้น แต่ยังถูกกดดันจากโมเมนตัม SSS ที่ชะลอตัวต่อเนื่องในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากโครงการดังกล่าวยังดำเนินอยู่

ด้าน CPAXT คาดกำไรปกติไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 2 พันล้านบาท ลดลง 11% จากปีก่อน และลดลง 24% จากไตรมาสก่อน จากยอดขายสาขาเดิมที่อ่อนแอ กำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายจากการขยายธุรกิจ

ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “Outperform” หุ้น CPALL ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ 65 บาท โดยมองว่าความน่าสนใจในการลงทุนจะกลับมาเพิ่มขึ้นหลังโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” สิ้นสุดลง และยอดขายสาขาเดิมกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้ง

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุว่า คงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาเป้าหมาย 60 บาท จากแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/69 เติบโตแข็งแกร่ง โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 7.75 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 15% จากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล

ฝ่ายวิจัยประเมินว่า การเติบโตของกำไรได้รับแรงหนุนจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ธุรกิจ 7-Eleven ที่คาดเติบโต 1% การขยายสาขาใหม่ราว 180 สาขาในไตรมาส 2/69 รวมถึงอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่คาดทรงตัว 22.8% โดยมาร์จิ้นธุรกิจร้านสะดวกซื้อดีขึ้นจากสัดส่วนสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน (RTE) และเครื่องดื่มที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยแรงกดดันจาก CPAXT

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง แม้ SSSG ระยะสั้นอาจถูกกดดันจากมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่คาดว่าสินค้าใหม่ การร่วมมือกับแบรนด์อาหารต่างๆ การปรับราคาสินค้า และอานิสงส์จากสภาพอากาศที่เอื้อต่อการขายเครื่องดื่ม จะช่วยสนับสนุนการเติบโต

เมย์แบงก์คงประมาณการกำไรปี 2569 ของ CPALL ที่ 3.07 หมื่นล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อน พร้อมมองว่าหุ้นยังมีความน่าสนใจ หลังปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 2569 ราว 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีประมาณ 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ขณะที่บริษัทมี ROE ราว 21% สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มค้าปลีกที่ 17% และฐานะการเงินแข็งแกร่งขึ้นต่อเนื่อง

บล.พาย ระบุว่า ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL) ราคาเป้าหมาย 61 บาท จากมูลค่าหุ้นที่ยังน่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 2569 ราว 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต พร้อมคาดหวังเงินปันผลราว 3-4%

ฝ่ายวิจัยคาด CPALL จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 7.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 21% จากไตรมาสก่อน โดยได้แรงหนุนจากดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ที่คาดเติบโต 1% ช่วยชดเชยกำไรที่ลดลงจากธุรกิจค้าส่ง Makro และค้าปลีก Lotus’s

สำหรับธุรกิจ 7-Eleven คาดยอดขายได้แรงหนุนจากอากาศร้อนในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. แม้เดือน มิ.ย. จะได้รับผลกระทบจากฝนและมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยคาดเปิดสาขาใหม่ 175 แห่ง ส่งผลให้จำนวนสาขารวมสิ้นไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 16,259 สาขา

บล.พาย มองว่า ผลกระทบจากโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ต่อ SSSG และกำไรในครึ่งปีหลังจะมีจำกัด หลังยอดขายเดือน มิ.ย. ยังทรงตัวจากปีก่อน ขณะที่กำลังซื้อมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวตามราคาน้ำมันที่ลดลง แม้ระยะสั้นอาจมีความผันผวน

ทั้งนี้ คาดกำไรปกติปี 2569 เติบโต 7% จากปีก่อน พร้อมประเมินราคาเป้าหมายด้วยวิธี P/E  ที่ 18 เท่า สอดคล้องค่าเฉลี่ยกลุ่มพาณิชย์ไทย