ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” วานนี้ (9 ก.ค.2569) ปรับตัว “คึกคัก” อย่างมีนัยสำคัญปิดตลาดพุ่ง 32 จุด มายืนเหนือระดับ 1,608.30 จุด หรือ 2.03% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 79,975.90 ล้านบาท โดยพบนักลงทุนต่างชาติ “ซื้อสุทธิ” 8,634.39 ล้านบาท แต่หากย้อนดู 6 วันทำการ (2-9 ก.ค.69) พบ “ต่างชาติ” ลุยซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่า 27,991.97 ล้านบาท ซึ่งขึ้นแท่นตลาดหุ้นปรับตัวดีที่สุด “อันดับ 2” ในเอเชีย โดยมีแรงหนุนจาก “เม็ดเงินต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่ม AI และความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (9 ก.ค.69) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ดัชนีปิดตลาดเพิ่มขึ้น 32 จุด หรือประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นสูงเป็น “อันดับ 2” ของภูมิภาคเอเชีย โดยบรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนมีแรงซื้อเข้ามาในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มที่ช่วยผลักดันดัชนีมากที่สุดเกือบ 13 จุด รองลงมาคือ กลุ่มธนาคารที่หนุนตลาดประมาณ 5 จุด และกลุ่ม ICT ที่ช่วยเพิ่มขึ้นราว 3 จุด โดยทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถปิดในแดนบวก สะท้อนถึงแรงซื้อที่กระจายตัว แม้ดัชนียังไม่ได้ทำจุดสูงสุดใหม่ของปี
ขณะเดียวกันปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวโดดเด่นกว่าตลาดภูมิภาค มาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสวนทางกับตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้านที่ยังเผชิญแรงขายสุทธิ
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งระดับดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ 1% ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่ม AI ในตลาดโลก หลังความกังวลเกี่ยวกับการลงทุน AI เริ่มคลี่คลายลง รวมถึงบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ดีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิหร่านต้องการเปิดการเจรจา ส่งผลให้ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (10 ก.ค.69) มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากแรงหนุนของฟันด์โฟลว์ และ Sentiment เชิงบวก โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,620 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมของปีนี้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามท่าทีของอิหร่านว่าจะปฏิเสธหรือเดินหน้าการเจรจาตามที่ทรัมป์กล่าวหรือไม่ หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอาจสร้างแรงกดดัน และทำให้ตลาดผันผวนได้ โดยประเมินแนวรับแรกที่ 1,600 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,590 จุด
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า พบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 9 วัน จาก 10 วันทำการล่าสุด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุน มองว่า มาจากโครงสร้างตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงถึง 24-25% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) และมีสัดส่วนกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 30% ของกำไรทั้งหมด เมื่อราคา Commodity โลกพุ่งสูงขึ้นจากภาวะสงคราม จึงส่งผลโดยตรงต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ไทย
โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 ผ่านมา ภาพรวมกำไรสุทธิของบจ.พุ่งสูงถึง 357,000 บาท ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) แซงหน้าช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 ที่เคยทำไว้ 344,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ประเมินตลาดหุ้นไทยยังมี “จุดเด่น” เรื่องอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ดึงดูดใจ โดยเฉพาะเงินปันผลระหว่างกาลที่หลายบริษัทให้ผลตอบแทนเกิน 1% และบางแห่งสูงถึง 3% กว่าๆ เพียงแค่ในช่วงครึ่งปีแรก
สำหรับทิศทางตลาดในระยะต่อไปยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ ไว้ที่ 1,580 จุด โดยมองว่าเป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีการสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) โดยกลุ่มที่จะนำตลาดคือ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์, หุ้นปันผลสูง และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ระบุว่า ปัจจุบันตลาดหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะแรงหนุนจากนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งล่าสุดศาล มีคำวินิจฉัย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ช่วยหนุนการลงทุนต่อเนื่อง ทำให้ปรับเป้า “ดัชนีหุ้นไทย” กรณีฐานปี 2569-2570 สู่ 1,600-1,648 จุด จากเดิมเป้าปี 69 อยู่ที่ 1,552 จุด และปี 70 ที่ 1,599 จุด
ดังนั้น จากสถิติย้อนหลัง 10 ปีชี้ว่า 1 เดือน หลังสภาฯ ผ่านงบประมาณวาระ 3 SET INDEX มักให้ “ผลตอบแทนบวก” ด้วยค่าเฉลี่ย +0.3% และค่ามัธยฐาน +1.4% หนุนโดยกลุ่ม Domestic เป็นหลัก นำโดย “กลุ่มรับเหมา” โดยได้อานิสงส์ตรงจากการประมูลโครงสร้างพื้นฐานช่วยเติม Backlog ในมือ ขณะที่เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะเพิ่มสภาพคล่อง และหนุนกำลังซื้อ ส่งผลดีต่อยอดขาย และคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) ของกลุ่มการเงิน โรงแรม พาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



