วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ต่างชาติ’ ลุยซื้อ ‘หุ้นไทย’ พุ่ง 6 วันทำการเดือนก.ค. ‘ฟันด์โฟลว์’ ไหลเข้า 2.79 หมื่นล้าน

ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” วานนี้ (9 ก.ค.2569) ปรับตัว “คึกคัก” อย่างมีนัยสำคัญปิดตลาดพุ่ง 32 จุด มายืนเหนือระดับ 1,608.30 จุด หรือ 2.03% มูลค่าซื้อขาย (วอลุ่ม) 79,975.90 ล้านบาท โดยพบนักลงทุนต่างชาติ “ซื้อสุทธิ” 8,634.39 ล้านบาท แต่หากย้อนดู 6 วันทำการ (2-9 ก.ค.69) พบ “ต่างชาติ” ลุยซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่า 27,991.97 ล้านบาท ซึ่งขึ้นแท่นตลาดหุ้นปรับตัวดีที่สุด “อันดับ 2” ในเอเชีย โดยมีแรงหนุนจาก “เม็ดเงินต่างชาติ” (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้าต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยบวกจากหุ้นกลุ่ม AI และความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

‘ต่างชาติ’ ลุยซื้อ ‘หุ้นไทย’ พุ่ง 6 วันทำการเดือนก.ค. ‘ฟันด์โฟลว์’ ไหลเข้า 2.79 หมื่นล้าน

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (9 ก.ค.69) ปรับตัวขึ้นโดดเด่น ดัชนีปิดตลาดเพิ่มขึ้น 32 จุด หรือประมาณ 2% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นสูงเป็น “อันดับ 2” ของภูมิภาคเอเชีย โดยบรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนมีแรงซื้อเข้ามาในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นกลุ่มที่ช่วยผลักดันดัชนีมากที่สุดเกือบ 13 จุด รองลงมาคือ กลุ่มธนาคารที่หนุนตลาดประมาณ 5 จุด และกลุ่ม ICT ที่ช่วยเพิ่มขึ้นราว 3 จุด โดยทุกกลุ่มอุตสาหกรรมสามารถปิดในแดนบวก สะท้อนถึงแรงซื้อที่กระจายตัว แม้ดัชนียังไม่ได้ทำจุดสูงสุดใหม่ของปี

ขณะเดียวกันปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวโดดเด่นกว่าตลาดภูมิภาค มาจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าสวนทางกับตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้านที่ยังเผชิญแรงขายสุทธิ

นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งระดับดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำ 1% ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจของการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่ม AI ในตลาดโลก หลังความกังวลเกี่ยวกับการลงทุน AI เริ่มคลี่คลายลง รวมถึงบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกที่ดีขึ้น หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าอิหร่านต้องการเปิดการเจรจา ส่งผลให้ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ลดลง

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (10 ก.ค.69) มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อจากแรงหนุนของฟันด์โฟลว์ และ Sentiment เชิงบวก โดยมีแนวต้านสำคัญที่ระดับ 1,620 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมของปีนี้

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามท่าทีของอิหร่านว่าจะปฏิเสธหรือเดินหน้าการเจรจาตามที่ทรัมป์กล่าวหรือไม่ หากสถานการณ์กลับมาตึงเครียดอาจสร้างแรงกดดัน และทำให้ตลาดผันผวนได้ โดยประเมินแนวรับแรกที่ 1,600 จุด และแนวรับถัดไปที่ 1,590 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า พบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิถึง 9 วัน จาก 10 วันทำการล่าสุด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุน มองว่า มาจากโครงสร้างตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) สูงถึง 24-25% ของมูลค่าตลาด (Market Cap) และมีสัดส่วนกำไรเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 30% ของกำไรทั้งหมด เมื่อราคา Commodity โลกพุ่งสูงขึ้นจากภาวะสงคราม จึงส่งผลโดยตรงต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) ไทย

โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 ผ่านมา ภาพรวมกำไรสุทธิของบจ.พุ่งสูงถึง 357,000 บาท ซึ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ (New High) แซงหน้าช่วงไตรมาส 2 ปี 2565 ที่เคยทำไว้ 344,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเมินตลาดหุ้นไทยยังมี “จุดเด่น” เรื่องอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ที่ดึงดูดใจ โดยเฉพาะเงินปันผลระหว่างกาลที่หลายบริษัทให้ผลตอบแทนเกิน 1% และบางแห่งสูงถึง 3% กว่าๆ เพียงแค่ในช่วงครึ่งปีแรก

สำหรับทิศทางตลาดในระยะต่อไปยังคงเป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ ไว้ที่ 1,580 จุด โดยมองว่าเป็นการปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและมีการสลับกลุ่มเล่น (Sector Rotation) โดยกลุ่มที่จะนำตลาดคือ กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์, หุ้นปันผลสูง และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ (INVX) ระบุว่า ปัจจุบันตลาดหันมาให้น้ำหนักกับปัจจัยในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะแรงหนุนจากนโยบายการคลังเชิงรุก ซึ่งล่าสุดศาล มีคำวินิจฉัย พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ช่วยหนุนการลงทุนต่อเนื่อง ทำให้ปรับเป้า “ดัชนีหุ้นไทย” กรณีฐานปี 2569-2570 สู่ 1,600-1,648 จุด จากเดิมเป้าปี 69 อยู่ที่ 1,552 จุด และปี 70 ที่ 1,599 จุด

ดังนั้น จากสถิติย้อนหลัง 10 ปีชี้ว่า 1 เดือน หลังสภาฯ ผ่านงบประมาณวาระ 3 SET INDEX มักให้ “ผลตอบแทนบวก” ด้วยค่าเฉลี่ย +0.3% และค่ามัธยฐาน +1.4% หนุนโดยกลุ่ม Domestic เป็นหลัก นำโดย “กลุ่มรับเหมา” โดยได้อานิสงส์ตรงจากการประมูลโครงสร้างพื้นฐานช่วยเติม Backlog ในมือ ขณะที่เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจะเพิ่มสภาพคล่อง และหนุนกำลังซื้อ ส่งผลดีต่อยอดขาย และคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality) ของกลุ่มการเงิน โรงแรม พาณิชย์ และอสังหาริมทรัพย์ 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์