"หุ้นไทย" วันนี้ (9 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,608.30 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 32.05 จุด หรือ 2.03% นักวิเคราะห์ชี้มีสาเหตุมาจากความคาดหวังของตลาดว่าสหรัฐและอิหร่านจะกลับสู่โต๊ะเจรจาโดยเร็ว หนุนหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามตลาดภูมิภาค ด้านคำวินิจฉัยศาลรธน. ชี้ พ.ร.ก. 4 แสนล้านไม่ขัดต่อกฎหมาย เป็นบวกต่อกลุ่มนิคมฯ และรับเหมาก่อสร้าง
"ตลาดหุ้นไทย" ในวันนี้ (9 ก.ค. 2569) ปิดตลาดที่ 1,608.30 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 32.05 จุด หรือ 2.03% โดยดัชนีฯ ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,609.96 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,586.03 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 79,975.90 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- KTB ราคาปิด 40.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.25 บาท หรือ 3.18% มูลค่าซื้อขาย 6,167.03 ล้านบาท
- DELTA ราคาปิด 310.00 บาท เพิ่มขึ้น 12.00 บาท หรือ 4.03% มูลค่าซื้อขาย 5,309.58 ล้านบาท
- PTT ราคาปิด 37.00 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.68% มูลค่าซื้อขาย 4,988.42 ล้านบาท
- PTTEP ราคาปิด 139.50 บาท ลดลง 1.50 บาท หรือ 1.06% มูลค่าซื้อขาย 4,715.85 ล้านบาท
- KBANK ราคาปิด 230.00 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 0.88% มูลค่าซื้อขาย 3,850.46 ล้านบาท
นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ฟื้นตัวกลับขึ้นมาจากที่ร่วงลงแรงวานนี้ หลังตลาดประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งอาจไม่ได้รุนแรงอย่างที่คาด และมีแนวโน้มว่าสหรัฐและอิหร่านจะต้องการกลับสู่โต๊ะเจรจาและหาทางออกร่วมกันโดยเร็ว หนุนทิศทางหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับขึ้นตามตลาดภูมิภาค
ด้านปัจจัยในประเทศได้แรงหนุนคลายโอเวอร์แฮงก์หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณี พ.ร.ก. 4 แสนล้าน "ไม่ขัดต่อกฎหมาย" หนุนหุ้นอิงการลงทุนในประเทศในธีมดาต้าเซ็นเตอร์อย่างกลุ่มนิคมฯ และรับเหมาก่อสร้าง
นอกจากนี้ งบการเงินไตรมาส 2 ปี 2569 ในกลุ่มพลังงานทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เช่น PTTEP และ SCC คาดว่าจะออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด สวนทางกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 อาจเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการออกมาต่ำที่สุดในปี 2569 สะท้อนผ่านกำไรที่ลดลงทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน
ขณะที่ในวันพรุ่งนี้ (10 ก.ค.) คาดดัชนีแกว่งตัวในกรอบแนวรับ 1,600 จุด แนวต้าน 1,620 จุด โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามคือความคืบหน้าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระยะต่อไป รวมถึงการประกาศงบบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2
กลยุทธ์การลงทุน ตลาดมีแนวโน้มมองข้ามปัจจัยลบจากการประกาศงบกลุ่มธนาคาร เนื่องจากรับรู้ไปแล้วก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดซื้อขายหุ้นกลุ่มธนาคารที่ P/BV 0.9-1 เท่า ถือว่าค่อนข้าง "แพง" แต่เนื่องจากให้ปันผลเฉลี่ยที่ระดับ 6% มีความน่าสนใจ จึงแนะนำ "ทยอยซื้อสะสม" เมื่อราคาปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ แนะนำหุ้นเด่นที่ผลประกอบการไตรมาส 2 น่าจะออกมาดี เลือก SCC และ AEONTS มีความน่าสนใจ


